![]()

ปัญหาโลกรวน หรือสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน และคาดการณ์ยาก …เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศมหาอำนาจ ประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศเกษตรกรรม ทุกพื้นที่ได้เผชิญความท้าทายและความยากลำบากในการรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวน รวมทั้งไทย ซึ่งในปี 2569 เป็นต้นไปมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับความแปรปรวนระดับที่ข้อมูลเชิงสถิติชุดเดิน ๆ อาจไม่สามารถใช้พยากรณ์สภาพอากาศได้แม่นยำอีกต่อไป
หากเปรียบเทียบปัญหาโลกรวน เป็นนิยายหรือหนังสือเล่มหนึ่ง ที่สะท้อนภาพการเอาตัวรอดของมนุษยชาติในปัจจุบัน บทความนี้ขอเสนอว่า นิยายเรื่องนี้อาจไม่มี “ฮีโร่” หรือผู้เล่นบทพระเอกที่แท้จริง เป็นนิยายแนวระทึกขวัญ สืบสวนสอบสวนและ Sci-Fi ที่อาจจบด้วย Dark Comedy ที่เป็นบทสรุปของภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่นำเสนอเกี่ยวกับการเอาตัวรอดของมนุษย์ในอนาคต ..บทความนี้อยากชวนใช้กรอบการเล่าเรื่องแบบนิยายยุคเก่า เพื่อวิเคราะห์หา “ฮีโร่” ในนิยายโลกรวน ว่าจะนำไปสู่ตอนจบแบบ Happy Ending ได้หรือไม่
ในนิยายส่วนใหญ่ …เราจะพบว่าเนื้อหาเป็นเรื่องเล่าของตัวละครอย่างน้อย 3 ตัว ภายใต้สถานการณ์ห้วงหนึ่งที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ซึ่งผู้รับบท “พระเอก” จะมีความแข็งแรง กล้าหาญ เป็นคนดีที่ทุกคนต่างชื่นชม คอยช่วยเหลือ “นางเอก” ที่ต้องการปกป้อง และมีอุปสรรค คือ “ตัวร้าย” ที่พระนางต่างมองว่าเป็นตัวบงการที่ขัดขวางความรักของเขาทั้งสอง ส่วนในนิยายเรื่องโลกร้อน เราพบว่านักเขียนได้สร้างคาแรกเตอร์พระเอกสุดมั่งคั่ง และมีตัวร้ายที่มีอุปนิสัยทะเยอทะยาน และบทนางเอก ผู้อ่อนแอกว่า และต้องรับเคราะห์จากความผิดพลาดของเจ้าตัวร้าย โดยไม่มีโอกาสเลือกชะตาชีวิตของตนเอง
นิยายเรื่องนี้ย้อนห้วงเวลากลับไป ไกลถึงยุคอุตสาหกรรมปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อเครื่องจักรไอน้ำและโรงงานในทวีปยุโรปเริ่มเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก ประเทศตะวันตกถูกวางบทให้เป็น “พระเอก” เพราะมีคุณสมบัติแข็งแรง มั่งคั่ง และอ้างว่าตนเป็นผู้นำของยุค เพราะใช้กำลังและปัญญาจนครอบครองทั้งทรัพยากร สิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี กฎหมายระหว่างประเทศและระเบียบโลก ทั้งหมดนั้นทำให้เขามี “อำนาจ” มากกว่าใคร ในขณะที่ไม่มีใครรู้จักคำว่าโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกเลย
จากนั้นนิยายพาผู้อ่านเดินทางข้ามเวลามากว่า 100 ปีเศษ ผู้เขียนเริ่มนำคำว่า “โลกร้อน” มาเป็นเงื่อนไขที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ต้องถึงจุดเปลี่ยน (Turning Point) ในระดับ Inciting Incident หรือเหตุการณ์ที่จุดประกายให้พฤติกรรมปกติของพระเอกต้องเปลี่ยนไป ความรู้เรื่องโลกร้อนทำให้พระเอกไม่ได้เป็นแค่พระเอกอีกต่อไป เขากลายเป็น “ฮีโร่” ที่ยื่นคู่มือเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และก้าวเข้าไปช่วยนางเอกที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฮีโร่ตรงนี้เคยทำอะไรมา จึงได้กลายเป็นผู้ที่มีความมั่งคั่งและล้ำสมัยกว่าใคร นางเอกของนิยายเรื่องนี้มีคาแรกเตอร์ “ไร้เดียงสา” ที่ผ่านมาถูกพระเอกบอกว่าเธอนั้นด้อยพัฒนาและต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้น นางเอกของเรื่องจึงแทบจะไม่เคยสงสัยเลยว่า ปัญหาที่ฝังรากลึกจนถึงอยู่วันนี้ เป็นผลลัพธ์จากการสร้างอำนาจของพระเอกในอดีต อำนาจของพระเอกเมื่อหลายร้อยปีก่อน และจุด Midpoint หรือจุดเปลี่ยนที่อาจทำให้นางเอกของเรื่องต้องเผชิญกับความจริงอันน่าสะเทือนใจ ก็คือ พระเอกหรือ “ฮีโร่” ของเรื่อง แท้จริงแล้วก็คือผู้ที่สร้าง “ตัวร้าย” ขึ้นมาเอง!!
“ตัวร้าย” ของเรื่องนี้เมื่อ 100 ปีก่อน เป็นตัวละครบุคลิกธรรมดา ๆ และอาจเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเอกของนิยายเราซะด้วย เจ้าตัวละครทั่วไปนี้ รับข้อเสนอของพระเอกเมื่อ 100 ปีก่อน จากนั้นก็กลายเป็นเจ้าของโรงงานผลิตสินค้าปริมาณมหาศาล และครอบครองวงจรการผลิตของโลก ซึ่งทำให้เขาถูกจับตามองว่าเป็นตัวการที่ทำให้สภาพอากาศโลกร้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และไม่ว่าเขาจะอธิบายกับตัวละครอื่น ๆ อย่างไร … การกระทำของเขาถูกตีตราว่าคือต้นเหตุที่ทำให้ปัญหาสภาพอากาศรุนแรงขึ้น โดยลืมที่จะย้อนนึกถึง “จุดวิกฤตที่แท้จริง” ที่ทำให้นิยายเรื่องนี้มีตอนจบแบบเศร้า ๆ คือ บทบาทของพระเอกที่เป็นผู้สร้างอุตสาหกรรม รวมทั้งสร้างคู่มือ “แนวทางการเป็นฮีโร่” เพื่อเป็นมาตรฐานเชิญชวนและกดดันให้ตัวละครอื่น ๆ ต้องทำตาม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การแลกเครดิตคาร์บอนไดออกไซด์ การควบคุมอุตสาหกรรม…โดยที่พระเอกไม่ต้องรับผิดชอบมากไปกว่าใคร
เมื่อนิยายมีตัวละครครบแล้ว และสถานการณ์โลกรวนกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีรายงานสภาพอากาศร้อนจัดและหนาวจัดในหลายพื้นที่ ฝนตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวรุนแรง และน้ำทะเลหนุนสูง รวมทั้งเหตุภัยธรรมชาติที่รุนแรง …ผลกระทบจากภาวะโลกรวนนี้ ผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ในฉากหลัง คือ นางเอกผู้น่าสงสาร ซึ่งรับบทโดยประเทศด้อยพัฒนาที่ไม่ได้ทำทั้งอุตสาหกรรมหนักและไม่มีพลังงานฟอสซิล แต่นางเอกกลับเป็นคนที่รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ซ้ำร้าย…นางเอกที่มีคาแรกเตอร์ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพระเอกมานาน ทำให้ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์รุนแรงเกินที่พระเอกเคยคาดการณ์ไว้ได้ แม้ว่าพระเอกของเรื่องจะกลับมาช่วยเหลือหลังเผชิญภัยพิบัติ แต่ไม่เคยเพียงพอและเทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ..แล้วนางเอกของเรื่องนี้จะทำอย่างไร เพื่อให้มีชีวิตรอดไปจนถึงบทสำคัญในตอนท้ายของนิยายเรื่องนี้!?
ถึงเวลาแล้วที่นางเอกจะต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ (The Climax Decision) เพื่อจัดการความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ในโลกที่กำลังเผชิญปัญหาครั้งสำคัญ …ดูแล้วเหมือนจะเป็นนิยายเชิงสนับสนุนความเท่าเทียมและสตรีนิยม แต่ขอยืนยันว่าบทความนี้ ไม่มีเจตนาจะเสนอแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากเนื้อหาทั้งหมดต้องการเปรียบเปรยบทบาทหลักในโลกนิยาย กับบทบาทของประเทศต่าง ๆ ในโลกจริงให้เข้าใจง่ายขึ้น
ท้ายที่สุด นิยายเรื่องนี้อาจไม่มี “ฮีโร่” ที่แท้จริง หากไม่มีตัวละครใดยอมแสดงความรับผิดชอบ หรือปิดโอกาสไม่ให้ผู้เคราะห์ร้ายได้ส่งเสียงเตือน นักเขียนอาจจบนิยายเรื่องนี้โดยไม่มีอาจไม่มี Happy Ending เปรียบเสมือนโลกปัจจุบัน หากนานาชาติล้มเหลวในการบรรเทาปัญหาโลกรวน เพิกเฉยต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน แข่งขันกันตักตวงทรัพยากรโดยไม่คำนึงถึงคนรุ่นต่อไป มนุษยชาติอาจเดินทางไปถึงฉากสุดท้ายแบบนิยายวันสิ้นโลก หรือ Apocalypse หรือนิยายแนวจินตนาการที่ล่มสลาย หรือ Dystopia
ในโลกจริง นิยายที่ยังไม่จบ เรื่องนี้ได้รับการกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีผู้อ่านมากมายทั่วโลก ซึ่งโดยสรุป ไม่ว่าประเทศ องค์กร รัฐบาล บริษัท หรือสังคมใดจะรับบทตัวละครไหนในนิยายโลกรวนนี้ ทุกตัวละครจะได้เผชิญกับสิ่งแวดล้อมและห้วงเวลาสุดท้ายแบบเดียวกัน ดังนั้น จงตื่นตัว กล้าหาญและจริงจังกับเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสุดขั้ว มีส่วนร่วมที่ละเล็กทีละน้อยเพื่อรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งต่อข้อมูลและความหวังเพื่อขจัดภาวะ Climate Anxiety หรือความสิ้นหวังของคนบางกลุ่มที่มองว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาโลกรวนได้







