![]()

สถานการณ์ความมั่นคงและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก ยังไม่มีเสถียรภาพหรือสันติภาพที่ชัดเจน แม้ว่าเมื่อ 3 มิถุนายน 2569 อิสราเอลกับเลบานอนจะตกลงปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง (ceasefire) ที่สหรัฐฯ เข้าไปช่วยประสานงานให้แล้ว เพื่อยุติความรุนแรงและการปะทะทางทหารบริเวณพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน และระงับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ไม่ให้ตอบโต้ด้วยการโจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล รวมทั้งไม่ให้เลบานอนเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ อย่างไรก็ดี ข้อตกลงดังกล่าวค่อนข้างเปราะบางและอ่อนไหว ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับท่าทีของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และรัฐบาลเลบานอนจะควบคุมหรือเจรจาให้กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ยุติการปฏิบัติการโจมตีอิสราเอลได้หรือไม่ เนื่องจากเป็น 1 ในเงื่อนไขสำคัญ ที่จะนำไปสู่ขั้นตอนการสร้างสันติภาพ ปกป้องความปลอดภัยของเลบานอน และสร้าง pilot zones หรือพื้นที่นำร่อง ทดลองให้กองทัพเลบานอนควบคุมความมั่นคงในพื้นที่ทั้งหมด แทนที่อิทธิพลของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์
ปัจจุบัน กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ยังไม่แสดงท่าทีหรือเคลื่อนไหวประเด็นดังกล่าว ขณะที่รัฐบาลเลบานอนกับรัฐบาลอิสราเอลจะหารือกันเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงและมาตรการด้านความมั่นคงระหว่างกันอีกครั้งใน 22 มิถุนายน 2569 ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเลบานอนเปิดเผยว่ากลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนยอมรับเงื่อนไขบางส่วนแล้ว แต่นาย Mahmoud Qamati ผู้นำกลุ่มย้ำต่อสื่อมวลชนต่างประเทศว่าจะยอมรับเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการปกป้องพื้นที่ Dahieh ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางการเมือง การทหาร และสังคมของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ แต่จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่รัฐบาล 2 ประเทศไปหารือกันเองที่สหรัฐฯ เนื่องจากกลุ่มไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ขณะที่สถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนยังไม่แน่นอน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ -อิหร่านก็ยังไม่คลี่คลาย ล่าสุดเมื่อ 3 มิถุนายน 2569 มีรายงานว่า การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศเพื่อทำข้อตกลงสันติภาพไม่มีความคืบหน้า พร้อมกับมีรายงานว่าอิหร่านใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ปฏิบัติการโจมตีประเทศรอบอ่าว ได้แก่ คูเวต และบาห์เรน เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน และประกาศว่าอิหร่านต้องการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศตะวันออกกลางด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ ประกาศจะตอบโต้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะทำสงครามกับอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ หากมีทหารชาวอเมริกันได้รับผลกระทบจากการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลาง
พัฒนาการที่น่าสนใจนอกจากเหตุการณ์สู้รบและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง คือ กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติ 215 ต่อ 208 เสียง ให้ยุติการทำสงครามในอิหร่าน และควบคุมอำนาจสั่งการทางทหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งนี้ แม้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะลงมติเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแล้ว 4 ครั้ง แต่มติดังกล่าวยังต้องให้วุฒิสภาเห็นชอบ จึงจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การผลักดันมติดังกล่าวอาจไม่สำเร็จ เพราะวุฒิสภาสหรัฐฯ อาจไม่เห็นชอบ หรือประธานาธิบดีทรัมป์มีสิทธิ์วีโต แต่ก็เป็นสัญญาณว่านักการเมืองสหรัฐฯ บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอิหร่านเป็นเวลานาน







