![]()

กรณีประเทศผู้เจรจาและไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดเผยเมื่อ 14 มิถุนายน 2569 ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านจะลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันที่สวิตเซอร์แลนด์ ใน 19 มิถุนายน 2569 ทำให้บรรยากาศความมั่นคงระหว่างประเทศผ่อนคลายลง เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และพลังงานโลก ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศคู่ขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจมีอุปสรรคที่ต้องจับตามองอย่างน้อย 3 ประการ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะขัดขวางกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างประเทศ
ปัจจัยแรก คือ มุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต่อข้อตกลง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการประกาศรายละเอียด สะท้อนว่าเนื้อหาสำคัญยังอยู่ระหว่างการต่อรองของผู้แทนการเจรจาทั่ง 2 ฝ่าย นอกจากนี้ หากพิจารณาจากท่าทีของฝ่ายอิหร่านที่ระบุว่าข้อตกลงที่จะลงนามกันใน 19 มิถุนายน 2569 เป็นบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่จะกำหนดขั้นตอนให้คู่ขัดแย้งปฏิบัติตามอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นเรื่องการยุติปฏิบัติการทางทหาร ไม่มีประเด็นการจัดการโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน สะท้อนว่าอิหร่านยังไม่ต้องการล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ทั้งที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ตลอดจนยังไม่มีการกล่าวถึงเงื่อนไขให้อิหร่านยกเลิกการสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย ทั้งที่เป็น 1 ในเงื่อนไขสำคัญของสหรัฐฯ เช่นกัน
มุมมองที่แตกต่างกันต่อข้อตกลงหยุดยิง อาจทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเปลี่ยนแปลงท่าทีต่อการเจรจาได้ทุกเวลา เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจระหว่างกันสูงมาก ดังนั้น ประเทศที่เป็นตัวกลางการเจรจาและผู้ไกล่เกลี่ย ได้แก่ ปากีสถาน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตุรกี จำเป็นต้องแสดงบทบาทอย่างแข็งแกร่งและสร้างสรรค์ เพื่อให้คู่ขัดแย้งเชื่อใจกันมากขึ้น ระหว่างการเจรจาคณะเทคนิคที่จะมีขึ้นใน 15-19 มิถุนายน 2569
ปัจจัยที่สอง ได้แก่ อุบัติเหตุทางการทหาร หรือการประเมินสถานการณ์ด้านการทหารผิดพลาด (military miscalculation) ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ตึงเครียดจากการที่กองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ของสหรัฐฯ เข้าไปประจำการ เพื่อกดดันอิหร่าน ส่วนอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดลอยน้ำในช่องแคบฮอร์มุซจำนวนมาก รวมทั้งยังมีการใช้โดรนและปฏิบัติการทางไซเบอร์เพื่อสอดแนมความเคลื่อนไหวทางการทหารของสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง จนอาจสร้างอันตรายและเป็นอุปสรรคต่อการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ตามปกติ ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการทหารระดับที่ควบคุมขอบเขตได้ พิจารณาจากที่ผ่านมา สหรัฐฯ กับอิหร่านก็อ้างเหตุผลเพื่อละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง ซึ่งหากเกิดการปะทะหรือเผชิญหน้าทางทหารขึ้นบ่อยครั้ง จะส่งผลเสียต่อความไว้วางใจระหว่างคู่ขัดแย้ง รวมทั้งบั่นทอนความตกลงเพื่อหยุดยิง
ส่วนปัจจัยที่สาม คือ อิสราเอล ซึ่งนับเป็น 1 ในคู่ขัดแย้งและปัจจัยสำคัญในสงครามครั้งนี้มาโดยตลอด เพราะนอกจากจะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในปฏิบัติการ Operation Epic Fury เมื่อ กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีผลให้อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตแล้ว อิสราเอลยังปฏิบัติการโจมตีและปราบปรามกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในฉนวนกาซาและเลบานอน ทำให้อิหร่านไม่พอใจและไม่ไว้วางใจท่าทีของสหรัฐฯ มาโดยตลอด เนื่องจากอิหร่านเชื่อว่าสหรัฐฯ จะสามารถควบคุมอิสราเอลไม่ให้โจมตีกองกำลังติดอาวุธได้ ที่ผ่านมา อิหร่านยืนยันไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าอิสราเอลจะยุติปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ หรือกองกำลังติดอาวุธในเลบานอน







