![]()

การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่กำลังดำเนินอยู่ในห้วงปลาย กันยายน 2569 ที่นครนิวยอร์ก ได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากผลการประชุมในห้วงที่ผ่านมา อาจสะท้อนว่า สหประชาชาติกำลังเผชิญความท้าทายอย่างน้อย 3 ปัจจัยที่จะเป็นอุปสรรคต่อการแสดงบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญแห่งนี้ ได้แก่ 1) ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ 2) งบประมาณดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจของสหประชาชาติ และ 3) บทบาทของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติเรียกร้องกลไกใหม่ ๆ หรือการปฏิรูป UNSC ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความท้าทายแรก เป็นผลจากความขัดแย้งและความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างประเทศมหาอำนาจ ประกอบกับสถานการณ์สงครามและวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และรัสเซีย เข้าไปมีส่วนร่วม ทำให้นานาชาติและ UN ไม่สามารถแสดงบทบาทเพื่อปกป้องสันติภาพหรือเพิ่มพูนความมั่นคงในพื้นที่ขัดแย้งได้ เพราะมติหรือความเห็นของ UN ไม่มีผลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศมหาอำนาจที่มีส่วนร่วมในความขัดแย้ง ทั้งในสงครามยูเครน และสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่อิสราเอลเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งในพื้นที่ฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ กลายเป็นประเด็นท้าทายบทบาทของ UN และมหาอำนาจมากที่สุดในปี 2569 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่กดดันอิสราเอลผ่านกลไก UN จึงไม่เป็นผลดีต่อแผนการของนานาชาติที่ต้องการผลักดันสันติภาพและแนวทางแก้ไขปัญหาตามหลักการสองรัฐ (two-state solution)
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญมีมุมมองว่า บทบาทของมหาอำนาจในสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศในปัจจุบัน ทำให้ภารกิจของ UN ในพื้นที่อื่น ๆ ที่เผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรมถูกลดความสำคัญลงไป เช่น สถานการณ์ในซูดานและเมียนมา ทั้งที่มีเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนและต้องการให้นานาชาติร่วมกันแก้ไขปัญหาเช่นกัน
ประเด็นบทบาทของ UNSC ที่ไม่เป็นธรรม เป็นผลจากการที่ประเทศสมาชิกถาวรของ UNSC มีสิทธิวีโต (veto) ทำให้สหประชาชาติไม่สามารถขับเคลื่อนภารกิจหรือนโยบายได้ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนยูเครน เนื่องจากรัสเซียใช้สิทธิวีโตทุกครั้ง เช่นเดียวกับการออกมติเพื่อลงโทษอิสราเอลว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จะมีสหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโตทุกครั้งเช่นกัน เพื่อผลักดันกลไก Board of Peace ที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำแทน สะท้อนว่า UNSC ไม่สามารถแสดงบทบาทได้ หากมหาอำนาจไม่เห็นชอบ ทั้งที่ทั่วโลกต้องการให้ UNSC เป็นเครื่องมือค้ำประกันสันติภาพและป้องกันสงครามต่อมนุษยชาติ
ในกรณีที่ประเทศสมาชิกถาวรของ UNSC หรือกลุ่ม P5 ใช้อำนาจขัดขวางภารกิจและมติของสหประชาชาติบ่อยครั้ง อาจเป็นอันตรายต่อระเบียบโลก เพราะเป็นสัญญาณให้ประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เป็นมหาอำนาจและไม่เป็นมหาอำนาจ ดำเนินการตาม คือ ไม่ยึดหลักของสหประชาชาติและใช้กลไกอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศแทน และเสี่ยงเป็นการสร้าง “สภาพแวดล้อมที่ได้รับการยกเว้นจากการลงโทษ” เพราะประเทศมหาอำนาจทำให้ทั่วโลกเห็นแล้วว่า UN ไม่สามารถกดดันหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้
ประเด็นงบประมาณในการขับเคลื่อนภารกิจของสหประชาชาติ กลายเป็น 1 ใน 3 ความท้าทาย เนื่องจากต้องได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก 141 ประเทศ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านสันติภาพ การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2568 สหประชาชาติเผชิญปัญหาขาดดุลงบประมาณ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว ประกอบกับผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบันประกาศลดการมีส่วนร่วมในภารกิจและปฏิบัติการของสหประชาชาติ ตามนโยบาย America First ทำให้งบประมาณของสหประชาชาติตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่าจะยังมีจีนเป็นผู้สนับสนุนหลัก
ทั้ง 3 ประเด็น ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศและมหาอำนาจ งบประมาณของสหประชาชาติ และบทบาทของ UNSC จะกลายเป็นหัวข้อที่ประเทศสมาชิกนำไปหารือกันต่อเนื่องในการประชุม UNGA ปี 2569 โดยคาดว่าประเทศมหาอำนาจขนาดกลางจากแต่ละภูมิภาคจะพยายามผลักดันการแก้ไขปัญหาจากกลไก UNSC เป็นอันดับแรก เพื่อให้มีเริ่มขั้นตอนการปฏิรูปต่อไป







