![]()

เมียนมาเป็นที่ตั้งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก (Rare Earth Elements) และสินแร่ทังสเตน (tungsten ore) ที่เป็นปัจจัยสำคัญในอุตสาหกรรมหนัก เพราะเป็นส่วนผสมในการผลิตเหล็กกล้า ทำให้นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจและต้องการเข้าไปร่วมทุนกับรัฐบาล รวมทั้งชนกลุ่มน้อยในเมียนมา เพื่อเข้าถึงทรัพยากรแร่ดังกล่าว ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของเมียนมา เฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออก เนื่องจากจีนต้องการหาแหล่งผลิตสินแร่ทังสเตนแห่งใหม่ที่มีต้นทุนต่ำ โดยเข้าไปลงทุนในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยในเมียนมา และขยายกิจการเหมืองแร่ให้มีกำลังการผลิตสูง ส่งออกกลับไปยังจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อ 22 กันยายน 2569 จีนนำเข้าแร่จากเมียนมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 205 ระหว่างปี 2566-2568 จากปัจจัยสถานการณ์การค้าบริเวณชายแดนทั้ง 2 ประเทศเป็นปกติ
การลงทุนของนักลงทุนจีนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในเมียนมาขยายตัวอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 2 ปี และมีแนวโน้มจะเป็นผู้ครอบครองอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในภาคตะวันออกของเมียนมา เช่น รัฐว้า และรัฐกะเหรี่ยง โดยนักลงทุนบางส่วนของจีนใช้วิธีการส่งออกแร่จากเมียนมา ไปยังไทย จากนั้นส่งออกไปยังจีน โดยจีนใช้ประโยชน์จากเครือข่ายและเส้นทางคมนาคมในแม่น้ำโขง นอกจากการส่งออกแร่ จีนส่งเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์เพื่อทำธุรกิจและอุตสาหกรรมเหมืองแร่ผ่านประเทศเพื่อบ้านของเมียนมา โดยใช้เส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างมณฑลยูนนาน-สปป.ลาว-ไทย ตลอดจนใช้เส้นทางขนส่งทางเรือผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ในจังหวัดชลบุรี โดยนักลงทุนจีนระบุว่า การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ รวมทั้งบุคลากรจากจีนโดยตรง มีโอกาสทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมเหมืองดำเนินการได้เร็วกว่าหลายเท่า
ส่วนกรณีจีนเข้าไปทำอุตสาหกรรมแร่หายากในเมียนมา มีรายงานจากสถาบัน Stimson ของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า เมียนมามีเหมืองแร่หายากประมาณ 600 แห่ง ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเมื่อปี 2565 ในพื้นที่รัฐคะฉิ่น ซึ่งการทำเหมืองแร่ของจีนในเมียนมา เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปัญหาความมั่นคงในเมียนมาอย่างน้อย 3 ด้าน ซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น ได้แก่ 1) สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและความตึงเครียดในเมียนมา 2) อาชญากรรมทางการเงินในเมียนมารุนแรง และ 3) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนท้องถิ่น เพราะจีนเข้าไปร่วมมือด้านอุตสาหกรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกองกำลังอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) ในรัฐคะฉิ่น กลุ่มกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) ในรัฐฉาน กองกำลังว้าแดง (UWSA) ในรัฐฉาน และกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDAA) ในรัฐฉาน โดยเฉพาะกลุ่ม TNLA บริเวณรัฐฉานตอนเหนือ ติดกับพรมแดนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้กลุ่ม TNLA ที่มีกำลังเข้มแข็งอยู่แล้ว มีอำนาจต่อรองทางการเมืองและความมั่นคงในพื้นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเมียนมามากขึ้น
เหมืองแร่ที่จีนเข้าไปลงทุนจำนวนมากจะมีที่ตั้งบริเวณใกล้พรมแดนเมียนมา-จีน และจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสถาบัน Stimson พบว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับความต้องการในตลาดจีน เนื่องจากจีนออกกฎหมายควบคุมการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของจีน จึงเลือกลงทุนในเมียนมาแทน มีรายงานว่าจีนนำเข้าแร่หายากจากเมียนมาร้อยละ 60 จากการนำเข้าทั้งหมด ระหว่างปี 2560-2567 โดยมีข้อสังเกตว่า จีนเลือกลงทุนในพื้นที่ที่มีเสถียรภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยมากกว่า ด้วยการย้ายฐานการทำเหมืองแร่จากเดิมในรัฐคะฉิ่น ไปอยู่ในเมืองหม่านตง (Mantong) ในรัฐฉาน เนื่องจากการสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อยกับกองทัพเมียนมามีความรุนแรงต่ำกว่า
การที่จีนเข้าไปลงทุนผลิตแร่ในเมียนมา พร้อมทั้งให้ความรู้ด้านนวัตกรรมการทำอุตสาหกรรมและพัฒนาทักษะแรงงาน อาจเป็นผลประโยชน์ร่วมทั้งสำหรับเมียนมาที่ต้องการการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะที่จีนได้โอกาสเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีต้นทุนต่ำ แต่การที่จีนเข้าไปลงทุนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชนกลุ่มน้อยกับกองทัพเมียนมา ทำให้นักธุรกิจจีนจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือกระจายส่วนแบ่งแร่ให้กองกำลังท้องถิ่น เพื่อได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย ตลอดจนเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางการเมือง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทำให้เมียนมาเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลภาวะรุนแรง เนื่องจากยังไม่มีการควบคุมหรือบังคับใช้กฎหมาย และระเบียบเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ทำให้แม่น้ำอิรวดีปนเปื้อนสารเคมีจากอุตสาหกรรมเหมือง เป็นผลเสียต่อสภาพแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้นในพื้นที่
อุตสาหกรรมเหมืองจีนในเมียนมาที่กำลังขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว อาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ รวมทั้งชนกลุ่มน้อยที่ควบคุมพื้นที่สำคัญ แต่มีผลกระทบที่หลากหลายตามมา จึงมีข้อสังเกตว่า ผู้นำรัฐบาลเมียนมาตระหนักถึงความท้าทายและผลกระทบดังกล่าว ทำให้ตัดสินใจเดินทางเยือนจีนเมื่อ มิถุนายน 2569 เพื่อใช้กลไกการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นเครื่องมือบริหารจัดการความท้าทายของเมียนมา อย่างไรก็ตาม คาดว่าเมียนมาอาจต้องการกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการควบคุมกิจการของชาวต่างชาติที่เข้าไปทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ควบคู่กับการใช้การทูตเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อปกป้องผลประโยชน์บนแผ่นดินเมียนมา พร้อมทั้งรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน







