![]()

สังคมไทยกับการสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลถูกจุดเป็นประเด็นให้ชวนคิดกันอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี เมื่อ ต้นสิงหาคม 2569 บทความนี้จะขอมาชวนคุยในเรื่อง การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลต่อความมั่นคงทางสังคม และควรจะมีการดำเนินนโยบายในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงและปลอดภัยในสังคม แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่าย หรือทำได้รวดเร็ว แต่ก็ต้องทำ..รศ.ดร.ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อคิดในเรื่องนี้ในอีกมุมมองจากหลาย ๆ มุมมอง…
ลักษณะการสื่อสารของสังคมไทยในยุคดิจิทัล…ความท้าทาย…โอกาส
การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลได้ปรับโครงสร้างการสื่อสารของประเทศไทยจากระบบสื่อแบบ บนลงล่างไปสู่ระบบเครือข่ายที่เปิดกว้าง รวดเร็ว และไร้พรมแดน เยาวชนไทยในฐานะ “พลเมือง ดิจิทัลโดยกำเนิด” มิได้เป็นเพียงผู้ รับสาร หากแต่เป็นผู้ผลิตและขยายกระแสความคิดในพื้นที่ สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ การสื่อสารในยุคดิจิทัลส่งผลโดยตรงต่อการก่อรูปทัศนคติ วาทกรรม สาธารณะ และระดับความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับสถาบันหลักของประเทศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงทางสังคม
การสื่อสารซึ่งขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและการแข่งขันด้านความสนใจยังมีผลต่อการแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือน การแบ่งขั้วทางความคิด และการลดทอนทุนทางสังคมอย่างค่อยเป็น ค่อยไป ความเสี่ยงดังกล่าวมิได้ปรากฏในรูปความรุนแรงฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการสะสมเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่ม เยาวชนซึ่งอยู่่ในช่วงวัยแห่งการก่อรูปอัตลักษณ์และระบบความเชื่อหากขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา อาจตกอยู่ภายใต้กระบวนการชักนำหรือการผลิตซ้ำวาทกรรมที่สุดโต่งโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบต่อความมั่นคงของสังคม
อย่างไรก็ดี การสื่อสารดิจิทัลสามารถเป็นกลไกยกระดับทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และพลังทางวัฒนธรรม หากมี การออกแบบยุทธศาสตร์การรับมืออย่างสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงกับการส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน ในด้านโอกาส การกระจายอำนาจการสื่อสารทำให้เยาวชนเข้าถึงความรู้และเวทีระดับโลกได้กว้างขวาง เกิดการพัฒนาทักษะใหม่และเศรษฐกิจฐานความรู้ อีกทั้งเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมทางสังคมและการเมืองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ตลอดจนสร้างพลังทางวัฒนธรรม และภาพลักษณ์ประเทศในเวทีสากล
ดังนั้น หากรัฐสามารถพัฒนาโครงสร้างสนับสนุนอย่างเป็นระบบ การสื่อสารของเยาวชนจะกลายเป็นฐานพลังของความมั่นคงระยะยาว ขณะที่ในด้านความท้าทาย โครงสร้างอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัลมีแนวโน้มขับเน้นเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์และสร้างความขัดแย้ง ส่งผลให้การแบ่งขั้วทางสังคมขยายตัว เยาวชนอาจซึมซับกรอบคิดแบบแบ่งฝ่ายโดยขาดกระบวนการไตร่ตรอง ประกอบกับการสื่อสารของรัฐที่ล่าช้าหรือไม่สอดคล้องกับรูปแบบการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ อาจขยายช่องว่างความเชื่อมั่นและกลายเป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่ข้อมูลบิดเบือนสามารถลุกลามได้รวดเร็ว
ควรทำอย่างไร…. ให้เกิดความมั่นคงทางสังคม
ด้วยเหตุนี้บทความนี้ขอเสนอให้ปรับกรอบความคิดด้านความมั่นคงจาก “การควบคุมข้อมูล” ไปสู่ “การสร้างความมั่นคงทางความคิดเชิงป้องกัน” ได้แก่
1) การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดการรู้เท่าทันสื่อและการ คิดวิเคราะห์เป็นวาระแห่งชาติ บรรจุหลักสูตรเข้าใจอัลกอริทึมและการตรวจสอบข้อมูล ในระบบการศึกษา สนับสนุนสื่อสร้างสรรค์ และสร้างวัฒนธรรมการถกเถียงอย่างมีเหตุผลในสถานศึกษา เป้าหมายคือการลดความเปราะบางต่อการปลุกปั่น และยกระดับคุณภาพการสื่อสารของเยาวชนในระยะยาว
2) การปฏิรูปการสื่อสารภาครัฐให้โปร่งใส รวดเร็ว และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ผ่านมาตรฐานการสื่อสารสาธารณะ ศูนย์ข้อมูลกลางที ่ตรวจสอบได้ และระบบรับฟังความคิดเห็นที่มีการ ตอบกลับชัดเจน เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจ ลดช่องว่างข้อมูล และเสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างรัฐกับเยาวชน 3) การสร้างระบบนิเวศการสื่อสารที่ปลอดภัยและสมดุล ผ่านความร่วมมือข้ามภาคส่วน กลไกเฝ้าระวังแนวโน้มการปลุกปั่น และโครงการพี่เลี้ยงดิจิทัล เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความรับผิดชอบต่อสังคม
ดังนั้น การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัล มิใช่เพียงประเด็นทางเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมสื่อ หากแต่เป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว การลงทุนในภูมิคุ้มกันทาง ปัญญา ความโปร่งใสเชิงสถาบัน และระบบนิเวศการสื่อสารที่สมดุล คือการลงทุนในเสถียรภาพของ ประเทศ หากสามารถเปลี่ยนความเปราะบางให้เป็นพลังสร้างสรรค์ได้ เยาวชนไทยจะมิใช่ฐานของ ความเสี่ยง แต่จะเป็นพลังหลักในการเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของสังคมไทยในยุคสังคมดิจิทัล







