มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ย้ำรักษาสิทธิและเสรีภาพการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา

สนข.แห่งชาติมาเลเซีย (เบอร์นามา) รายงานเมื่อ 25 ส.ค.69 ว่า กรมเจ้าท่ามาเลเซีย กรมการขนส่งทางทะเลของอินโดนีเซีย และกรมเจ้าท่าสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ร่วมหลังเสร็จสิ้นการประชุม Co-operation Forum on ครั้งที่ 17 ที่สิงคโปร์ ยืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันในการรักษาช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ให้เปิดกว้างและปลอดภัยสำหรับการเดินเรือ ตามสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยช่องแคบทั้งสองเป็นเส้นทางหลักสำหรับการค้าโลก มีเรือสินค้าแล่นผ่านมากกว่า 100,000 ลำ/ปี รองรับปริมาณการค้าทางทะเลเกือบ 1 ใน4 ของโลก และการขนส่งน้ำมันและก๊าซเกือบ 1 ใน 3 ของโลก ทั้งนี้ ช่องแคบมะละกาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย

จีนมอบเทคโนโลยีพิสูจน์หลักฐานขั้นสูงให้กัมพูชา

นายหวัง เหวินปิน ออท.จีน/กัมพูชา และนายออม ยินเตียง ประธานสำนักงานต่อต้านการทุจริตแห่งชาติกัมพูชา (ACU) เข้าร่วมพิธีส่งมอบระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่กัมพูชา เมื่อ 26 ส.ค.69 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการสืบสวนและปราบปรามการทุจริต รวมถึงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะนำไปใช้ในงานพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล การจัดการสำนวนคดีแบบอิเล็กทรอนิกส์ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับคดีทุจริตยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง นอกจากนี้ การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายยังมุ่งหวังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่โปร่งใส ปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะวิสาหกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือทางยุทธศาสตร์และยกระดับความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ

รัสเซียระบุ ผอ.CIA เยือนรัสเซียเพื่อหารือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง

การเยือนรัสเซียของนาย John Ratcliffe ผอ.สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งนี้ สื่อสหรัฐฯ อาทิ สนข.CSB และ Axios รายงานเมื่อ 25 ส.ค.69 ว่า ผอ.CIA เยือนรัสเซีย หลังปรากฎเครื่องบิน Boeing C-17 Globemaster III ซึ่งเป็นเครื่องบินขนส่งทางทหารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ลงจอดที่สนามบิน Vnukovo  ในกรุงมอสโก เมื่อช่วงเช้าของ 25 ส.ค.69 ซึ่งบินมาจากกรุงริกา ลัตเวีย ก่อนบินออกในวันเดียวกัน ด้านสื่อยูเครนรายงานว่ายูเครนได้รับการร้องขอจากสหรัฐฯ ให้ระงับการโจมตีกรุงมอสโกและนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กชั่วคราวระหว่างการเยือนของ ผอ.CIA

สหรัฐฯ เตรียมส่ง จนท.การทูตกลับไปประจำการใน ตอ.กลาง

นสพ. New York Times รายงานอ้าง กต.สหรัฐฯ เมื่อ 25 ส.ค.69 ว่า สหรัฐฯ เตรียมส่ง จนท.และนักการทูต กลับไปประจำการ สอท.สหรัฐฯ ตามประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ตอ.กลาง โดยอาจเริ่มดำเนินการเร็วสุดภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นผลจากการทบทวนสถานการณ์ด้านความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงลดลง กับทั้งจะปรับจำนวน จนท.และนักการทูตให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและตามวัตถุประสงค์ด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ  โดยจะเพิ่มจำนวน จนท. ใน  สอท. สหรัฐฯประจำ อิสราเอล เลบานอน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ จอร์แดน โอมาน อิรัก และคูเวต ซึ่ง จนท.และนักการทูตกลุ่มแรกจะส่งไปประจำการที่ สอท.สหรัฐฯ ประจำเลบานอน จากนั้นจะส่งไปยัง อิสราเอล จอร์แดน และโอมานในอัตราร้อยละ 100  ส่วน สอท.สหรัฐฯ ประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และเลบานอน จะจำกัดจำนวน จนท.ในระยะแรกไว้ที่ร้อยละ 85 ของอัตรากำลังปกติ ขณะที่…

อุตสาหกรรม Data Center คืออะไร? ส่งผลต่อไทยอย่างไร? EP.1

อุตสาหกรรม Data Center คืออะไร ทำไมปัจจุบันถึงมีการตั้ง Data Center มากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก สถานการณ์การตั้ง Data Center ในไทยเป็นอย่างไร มีใครสนใจบ้าง และจะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไร มาติดตามรับฟังกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอน “อุตสาหกรรม Data Center คืออะไร? ส่งผลต่อไทยอย่างไร? EP.1”

อินเดีย-อินโดนีเซีย พัฒนาท่าเรือซาบังร่วมกัน

อินเดียจะมีบทบาทสำคัญในโครงการพัฒนาท่าเรือซาบังในอินโดนีเซีย โดยเป็นโครงการสำคัญที่ทั้ง 2 ประเทศตกลงกันเมื่อ กรกฎาคม 2569 ว่าจะร่วมมือกัน เพื่อทำให้ท่าเรือซาบัง บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย กลายเป็นจุดส่งเสริมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 25 สิงหาคม 2569 ให้ความสนใจกับความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจากท่าเรือซาบัง บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ติดกับทะเลอันดามัน และอยู่ใกล้กับหมู่เกาะนิโคบาร์ในมหาสมุทรอินเดียตะวันออกของอินเดีย มีโอกาสพัฒนาเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค ดังนั้น อินเดียอาจใช้ประโยชน์จากท่าเรือพาณิชย์ดังกล่าวเพื่อประจำการเรือรบหรือหน่วยความมั่นคงที่เอื้อต่อการติดตามและสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อินเดียแสดงความสนใจร่วมพัฒนาท่าเรือซาบังตั้งแต่ปี 2561 ผ่านเอกสารว่าด้วยความมั่นคงทางทะเล หรือ Shared Vision on Maritime Cooperation ที่ระบุถึงความสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินเรือระหว่างเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทะเลอันดามัน กับหมู่เกาะนิโคบาร์ของอินเดีย จากนั้นอินเดียกับอินโดนีเซียมีความร่วมมือด้านการลาดตระเวนร่วมเพื่อปกป้องความมั่นคงทางทะเลมากขึ้น รวมทั้งเมื่อ กรกฎาคม 2569 อินเดีย-อินโดนีเซียบรรลุข้อตกลงในการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมและบริการซ่อมบำรุงเรือพาณิชย์ และส่งเสริมกิจกรรมด้านพลังงานระหว่างกัน การพัฒนาท่าเรือซาบัง จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือของทั้ง 2 ประเทศ และยังไม่มีสัญญาณว่าจะถูกใช้ประโยชน์ด้านการทหารและความมั่นคง เนื่องจากปัจจุบัน อินโดนีเซียพยายามเสริมภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้นำในการพัฒนาท่าเรือดังกล่าว มีกฎระเบียบที่ชัดเจนและเข้มงวด เน้นผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งจะไม่พัฒนาท่าเรือดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอื่น ๆ ขณะที่อินเดียระมัดระวังท่าทีและเน้นย้ำว่าบทบาทของอินเดียในการพัฒนาท่าเรือซาบังจะเป็นการส่งเสริมความมั่นคงทางทะเลและเส้นทางเดินเรือที่จะเป็นประโยชน์ต่อนานาชาติ…

การตอบโต้นโยบายการค้า สหรัฐฯ-แคนาดา

แคนาดาประกาศเมื่อ 25 สิงหาคม 2569 จะใช้มาตรการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 50 ตั้งแต่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อตอบโต้กรณีรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกลุ่มสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่จะเผชิญมาตรการภาษีตอบโต้ อาจมีมูลค่ามากถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้าประเภทเหล็ก เครื่องใช้ในบ้าน ปลาทูน่า และเครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ รายการสินค้าที่แคนาดาจะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ นั้นสอดคล้องกันกับรายการสินค้าที่สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีนำเข้าจากแคนาดา ซึ่งสะท้อนว่าแคนาดาไม่พอใจนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างมาก และกำหนดมาตรการตอบโต้อย่างเท่าเทียมหรือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” การตอบโต้ด้วยนโยบายทางการค้าระหว่างแคนาดา-สหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากทั้ง 2 ประเทศไม่สามารถบรรลุข้อตกลงและการเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันได้เมื่อ 21 สิงหาคม 2569 ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับเงื่อนไขหรือข้อแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ขณะที่รัฐบาลแคนาดาย้ำว่าจำเป็นต้องปกป้องตลาดแรงงานและนักธุรกิจของแคนาดาจากมาตรการที่ไม่เป็นธรรมของสหรัฐฯ พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแคนาดา ระบุว่ามาตรการของแคนาดานั้นมีลักษณะเป็นสัดส่วน (proportionate) และเป็นกลยุทธ์ (strategic) โดยนอกจากจะประกาศมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ แล้ว แคนาดายังประกาศงบประมาณจำนวน 7,500 ล้านดอลลาร์แคนาดา เพื่อช่วยเหลือธุรกิจและกลุ่มแรงงานชาวแคนาดาที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ท่าทีของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ที่อาจเป็นปัจจัยทำให้แคนาดาไม่พอใจอย่างมาก…

ความมั่นคงในชองแคบฮอร์มุซยังไม่แน่นอน สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังตึงเครียดและไม่แน่นอน เนื่องจากคู่ขัดแย้งมีท่าทีที่แตกต่างกัน จากกรณีอิหร่านยืนยันเมื่อ 26 สิงหาคม 2569 ว่ายังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือขนส่งสินค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตแล่นผ่าน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่อรบของต่างชาติ ด้านโอมาน ประเทศที่มีน่านน้ำติดกับช่องแคบฮอร์มุซ ระบุว่าได้หารือกับอิหร่านอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะสามารถเจรจาเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยชั่วคราวได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยผู้แทนจากโอมาน อิหร่าน และปากีสถาน ได้หารือประเด็นกรอบการบริหารจัดการร่วมกัน การกำหนดเส้นทางใหม่ภายใน 60 วัน และปฏิบัติการถอนทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ที่ไม่ให้ประเทศอื่น ๆ เข้าไปแทรกแซง อิหร่านยืนยันว่าเงื่อนไขของอิหร่านด้านการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซไม่เปลี่ยนแปลง คือ ต้องการมีสิทธิ์เก็บค่าธรรมเนียมเดินเรือ และหากไม่บรรลุเป้าหมายดังกล่าว อิหร่านก็จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ ประกาศว่าได้ใช้กองทัพเรือเดินทางเข้าไปสำรวจและทำลายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดแล้ว พร้อมกับประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขการยุติสงครามและความขัดแย้งกับสหรัฐฯ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขู่ว่าประเทศที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและเศรษฐกิจต่ออิหร่าน จะถูกโดดเดี่ยวเช่นกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คาดว่าการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจะบั่นทอนอำนาจของรัฐบาลอิหร่านได้ เนื่องจากการคว่ำบาตรครอบคลุมบริษัทอิหร่านและต่างประเทศมากกว่า 60 แห่ง ที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาล เช่น ธุรกิจน้ำมัน ยุทโธปกรณ์ และปฏิบัติการทางไซเบอร์ อิหร่านเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ และนานาชาติบ่อยครั้ง ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 2522 ทำให้รัฐบาลอิหร่านมีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากประเทศมหาอำนาจ ซึ่งในครั้งนี้ รัฐบาลอิหร่านประกาศว่าได้เตรียมพร้อมรับมือกับการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ แล้วล่วงหน้า…

สหประชาชาติกังวลวิกฤตสิทธิมนุษยชนในเมียนมา

สำนักงานสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (UN Human Rights Office) เมื่อ 26 สิงหาคม 2569 เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา โดยในภาพรวมระบุว่าวิกฤตการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาน่าห่วงกังวล เฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดสิทธิชาวโรฮีนจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศ และประชาชนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่แรร์เอิร์ธผิดกฎหมาย นอกจากนี้ UN ยังมีมุมมองว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนย่ำแย่ลง เนื่องจากมีรายงานรัฐบาลและกองทัพเมียนมาข่มขู่คุกคามพลเรือนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและการโจมตีด้วยปืนใหญ่ต่อเป้าหมายกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและชนกลุ่มน้อยในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบและกลายเป็นผู้พลัดถิ่นจำนวนอย่างน้อย 3.6 ล้านคน รวมทั้งทำให้มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8,075 ราย UN คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและชนกลุ่มน้อย จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองมีแนวโน้มตึงเครียดในระยะยาว สำหรับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ กองทัพเมียนมาปะทะกับกองทัพอาระกัน ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ อย่างรุนแรงต่อเนื่องอย่างน้อย 9 ปี ทำให้ชาวโรฮีนจาประมาณ 700,000 คน ต้องอพยพออกจากประเทศ เพื่อความปลอดภัย และต้องการหลบหนีจากกองทัพอาระกัน ซึ่งต้องการให้ชาวโรฮีนจาเข้าร่วมเป็นกองกำลังในการต่อสู้ นอกจากปัจจัยด้านความรุนแรงทางการเมืองและการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยที่ทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษชนในเมียนมาน่าห่วงกังวล ยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายและกำหนดระเบียบเพื่อควบคุมอุตสาหกรรมเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ หรือแร่หายาก ในพื้นที่รัฐฉานและรัฐคะฉิ่น โดย UN มีมุมมองว่าเป็นอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะที่เกิดขึ้นจากการทำอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ เป้าหมายสำคัญของ…

มาเลเซียเผชิญมลภาวะทางอากาศ

มาเลเซียกำลังเผชิญวิกฤตมลภาวะทางอากาศจากปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนแพร่กระจายทั่วประเทศ เนื่องจากปัญหาไฟป่าในอินโดนีเซีย และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยมีรายงานเมื่อ 26 สิงหาคม 2569 อ้างข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุรภาพอากาศของมาเลเซียทั้ง 17 แห่ง ระบุว่าสภาพอากาศอยู่ในระดับไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ มีค่าดัชนีมลพิษเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 167 เฉพาะอย่างยิ่งในรัฐซาราวัก ซึ่งมีหมอกควันรุนแรงมากที่สุด ปัจจุบัน รัฐบาลมาเลเซียประกาศคำเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในพื้นที่โล่ง และพิจารณาใช้อุปกรณ์ป้องกันการสูดหมอกควันเข้าร่างกาย พร้อมคาดการณ์ว่าวิกฤตมลภาวะทางอากาศจะยังคงต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้า มีรายงานว่าอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นต้นทางปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากไฟป่า กำลังเร่งแก่ไขปัญหา ขณะที่ประชาชนบางส่วนรวมตัวกันประกอบพิธีละหมาดขอฝนเพื่อลดหมอกควัน สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานว่ามาเลเซียเร่งแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนเพื่อให้ทันการฉลองวันชาติ หรือ Merdeka ครั้งที่ 69 ใน 31 สิงหาคม 2569 จึงต้องการขยายความร่วมมือกับอินโดนีเซียเพื่อควบคุมสถานการณ์ เช่น กรณีอินโดนีเซียอนุมัติให้มาเลเซียบินข้ามพรมแดนเพื่อปฏิบัติการทำฝนเทียม (Cloud Seeding) เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน