![]()

กรณีอิสราเอลทำสงครามและใช้ความรุนแรงปราบปรามชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นานาชาติไม่เห็นด้วยกับท่าทีของอิสราเอล รวมทั้งแสดงออกเพื่อคัดค้านนโยบายของอิสราเอลในฉนวนกาซามากขึ้น ล่าสุดเมื่อ 10 กันยายน 2569 มีรายงานว่าชาวสโลวีเนีย ประเทศในยุโรปซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จำนวนหลายพันคน รวมตัวกันชุมนุมประท้วงและคัดค้านกรณีนายกรัฐมนตรี Janez Jansa ผู้นำรัฐบาลสโลวีเนียจะอนุญาตให้อิสราเอลไปตั้งสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำเมือง Ljubljana เมืองหลวงของสโลวีเนีย เพื่อเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ชาวสโลวีเนียไม่เห็นด้วยกับกรณีอิสราเอลทำสงครามในฉนวนกาซา โดยมีมุมมองว่าการโจมตีที่ผ่านมาเป็นความพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่การป้องกันตนเองตามที่รัฐบาลอิสราเอลกล่าวอ้าง จึงไม่ต้องการให้อิสราเอลไปเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศ เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสโลวีเนีย
ผู้ชุมนุมประท้วงชาวสโลวีเนียจัดการชุมนุมในรูปแบบการเดินขบวน ชูป้ายคัดค้าน พร้อมป้ายสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ จากนั้นเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณที่จะมีการสร้างสถานเอกอัครราชทูตของอิสราเอล ก่อนหน้านี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวสโลวีเนีย ซึ่งมีประชากรประมาณ 2 ล้านคน ต่อกรณีดังกล่าวพบว่าร้อยละ 56 ไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้อิสราเอลเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศ มีเพียงร้อยละ 14 ที่สนับสนุน
การตัดสินใจของผู้นำรัฐบาลสโลวีเนียชุดปัจจุบัน ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อ กรกฎาคม 2569 แตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ที่รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ คว่ำบาตรการส่งออกอาวุธให้อิสราเอล ตลอดจนมีจุดยืนคัดค้านการขยายถิ่นอาศัยของชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ดังนั้น ท่าทีของผู้นำคนปัจจุบันทำให้ประชาชนและนักการเมืองสโลวีเนียตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันว่าดำเนินนโยบายเอื้อประโยชน์แก่อิสราเอลอย่างมาก ด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด และเดินหน้าการเปิดสถานเอกอัครราชทูต อาจเป็นเพื่อตอบแทนอิสราเอลสนับสนุนให้ชนะการเลือกตั้งเมื่อ มีนาคม 2569 ทั้งที่อาจต้องเผชิญความท้าทายในการโน้มน้าวความคิดเห็นของประชาชนและสาธารณะ







