![]()

S&P Global องค์กรชั้นนำของโลกด้านข้อมูลทางการเงิน การวิเคราะห์ตลาด และการจัดอันดับเครดิต เผยแพร่รายงาน เรื่อง How AI Is Reshaping the Global Economic Outlook เมื่อ 24 สิงหาคม 2569 วิเคราะห์ถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) ที่กำลังเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งAI ได้ก้าวข้ามจากประเด็นความสนใจในแวดวงเทคโนโลยีมาเป็นตัวแปรสำคัญอีกตัวแปรหนึ่งในเศรษฐกิจมหภาคซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางการลงทุน ภาคการผลิต ห่วงโซ่การค้า ผลิตภาพ และการวางแผนตลาดแรงงานทั่วโลก
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ AI เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐฯ โดยการลงทุนในกลุ่ม AI ที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 ได้ช่วยชดเชยการชะลอตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยในภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งหากไม่มีการเร่งตัวในกลุ่มนี้ ภาพรวมการลงทุนของธุรกิจในสหรัฐฯ จะอ่อนแอกว่าที่เป็นอยู่มาก ทั้งนี้ สหรัฐฯ นอกจากการลงทุนจริงในโครงสร้างพื้นฐานอย่างศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ซอฟต์แวร์ และคอมพิวเตอร์แล้ว AI ยังกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านตลาดการเงิน โดยตั้งแต่ต้นปี 2567 ดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นกระจุกตัวอยู่ในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของครัวเรือน และช่วยส่งเสริมการบริโภคผ่านผลกระทบจากความมั่งคั่ง (Wealth Effect) ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัว
การส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดแวร์จัดเก็บข้อมูล และเซิร์ฟเวอร์ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะจีนและไต้หวัน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ แม้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะชะลอตัว อย่างไรก็ดี การเติบโตของการส่งออกในระยะหลังได้รับแรงหนุนจากราคาที่ปรับสูงขึ้นมากกว่าปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นจริง นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน เช่น ระยะเวลาส่งมอบสินค้าที่นานขึ้น และค่าขนส่งที่สูงขึ้น
ด้านยุโรป การลงทุนด้าน AI ในยุโรปยังคงตามหลังสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่เข้ามาดำเนินการ ทั้งนี้เนื่องมาจากอุปสรรคสำคัญด้านราคาพลังงานที่สูง (เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องใช้พลังงานและทุนมหาศาล) ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการลงทุนจากกลุ่มร่วมทุนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
รายงานฉบับข้างต้นยังชี้ให้เห็นว่า AI มีส่วนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในเรื่องการปฏิรูปตลาดแรงงานและนโยบายการเงิน ได้แก่ การจ้างงานและผลผลิต ในปัจจุบัน ธุรกิจส่วนใหญ่นำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน (ร้อยละ 64) และเพิ่มผลผลิตของพนักงาน (ร้อยละ 59) มากกว่าที่จะมุ่งเป้าในการลดจำนวนพนักงานลง (ร้อยละ 24) การเปลี่ยนผ่านยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปเนื่องจากข้อจำกัดในการประยุกต์ใช้งานจริง เช่น ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยี ความพร้อมของข้อมูล และปัญหาการขาดแคลนทักษะเฉพาะทาง
อย่างไรก็ดี การใช้ AI มีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา เนื่องจากการสร้างผลตอบแทนที่ยังไม่แน่นอน มีเพียงร้อยละ 46 ของโครงการ AI ที่เริ่มจัดทำเมื่อปี 2568 ที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะสามารถทำกำไรและให้ผลตอบแทนเป็นบวกกลับคืนมาได้ภายในระยะเวลา 12 เดือน และมีเพียงร้อยละ 37 เท่านั้นที่สามารถเปิดใช้งานจริงเพื่อส่งมอบมูลค่าได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและการกระจุกตัว จากที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องพึ่งพาปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น พลังงานไฟฟ้า อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ การขาดแคลนหรือการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา และสร้างความท้าทายต่อนโยบายควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ หากความต้องการในฮาร์ดแวร์เหล่านี้ชะลอตัวลง เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเหล่านี้จะมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงตามไปด้วย







