กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันของโลก หรือ OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบีย ยืนยันเมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในสิงหาคม 2568 เป็นวันละ 548,000 บาร์เรล เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดโลกในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นห้วงที่สมาชิกกลุ่ม OPEC+ ประเมินว่าจะมีการใช้พลังงานมากขึ้น ท่าทีของกลุ่ม OPEC+ ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้คาดการณ์ว่ากลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตมากในระดับนี้ และอาจส่งทำให้เกิดปัญหา oversupply หรือสภาวะน้ำมันล้นตลาด โดยเฉพาะหลังช่วงฤดูร้อน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าท่าทีของกลุ่ม OPEC+ สอดคล้องกับความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ราคาน้ำมันโลกลดลง เพื่อพยุงสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568
นโยบายผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ มีความสำคัญต่อทิศทางราคาพลังงานโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบและผันผวนอย่างมากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย แม้ว่าปัจจุบันอิหร่านกับอิสราเอลจะยังไม่ขยายขอบเขตสงคราม และไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก แต่สถานการณ์ความมั่นคงยังไม่แน่นอน ทำให้นานาชาติวิตกว่าราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งนอกจากจะมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว ยังมีนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่จะสร้างอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศด้วย
ในช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2568 กลุ่ม OPEC+ ซึ่งประกอบด้วยผู้ผลิตน้ำมันจากตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา เอเชียและยุโรป คงกำลังการผลิตน้ำมันไว้ที่ 411,000 บาร์เรล/วัน ดังนั้น การเพิ่มกำลังการผลิตในสิงหาคม 2568 ในช่วงที่ปัจจัยเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน เป็นสัญญาณว่ากลุ่ม OPEC+ เชื่อมั่นในสภาวะเศรษฐกิจและตลาดพลังงาน แต่ขณะเดียวกันทำให้นักวิเคราะห์กังวลว่าจะนำไปสู่ภาวะน้ำมันล้นตลาด ซึ่งเคยเกิดขึ้นหลายครั้งเพราะการคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจคลาดเคลื่อน ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงานไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น รวมทั้งยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยที่คาดการณ์ยาก เช่น โรคระบาดและภัยธรรมชาติรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการน้ำมันและพลังงาน
สาเหตุที่กลุ่ม OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอาจเป็นไปเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ รักษาส่วนแบ่งในตลาด รักษาสมดุลราคาน้ำมัน และเป็นการทำให้เตรียมรับมือกับวิกฤตน้ำมันที่อาจเกิดขึ้นหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยูเครนยังไม่มีทางออก