![]()

เศรษฐกิจไต้หวันเติบโตอย่างมากเมื่อปี 2568 ที่ร้อยละ 8.6 ซึ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี โดยมีแรงขับคลื่อนจากการส่งออกเทคโนโลยีอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) และการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ สำหรับใน ปี 2569 ก็มีแนวโน้มที่ AI ยังช่วยเร่งเครื่องการเติบโตให้กับไต้หวันเช่นกัน และที่น่าจับตามมองคือการเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ในสหรัฐฯ เริ่มตั้งแต่การสร้างโรงงานผลิตชิป เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้การต่อรองในเรื่องการลดภาษีให้ไต้หวัน โดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อต้องการพึ่งพาตนเองเกี่ยวกับธุรกิจ AI ให้มากที่สุด
การที่ไต้หวันเป็นประเทศที่ผลิตรายใหญ่เกี่ยวกับชิปคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวของกับธุรกิจ AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ประกอบกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ AI ทำให้มีแนวโน้มว่าในปี 2569 สหรัฐฯ กับไต้หวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น จากปัจจุบันก็อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว เพื่อร่วมมือกันคานอิทธิพลกับจีน เฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ก็ยังขายอาวุธให้กับไต้หวัน โดยสหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดให้กับไต้หวัน
เมื่อปี 2568 ไต้หวันส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร เช่น สินค้าเกี่ยวกับออดิโอและวิดีโอ ชิป และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มถึงร้อยละ 65-78 ไปยังสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับปี 2567 เช่น บริษัท TSMC ของไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศส่งออกชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก มี Nvidia ของสหรัฐฯ เป็นลูกค้ารายใหญ่ และ Nvidia ก็มีมูลค่าการตลาดด้านนี้สูงมากบริษัทหนึ่งในโลก ขณะที่การส่งออกของไต้หวันไปยังสหรัฐฯ โดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 31-35 ทำให้สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย อันดับ 2 คือจีนและฮ่องกง อันดับ 3 คือประเทศในอาเซียน
ในปี 2569 ไต้หวันจะส่งออกเกี่ยวกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งเป็นผลของการเจรจาความร่วมมือเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ-ไต้หวัน (U.S.-Taiwan Economic Prosperity Partnership Dialogue – EPPD) ครั้งที่ 6 เมื่อ 27 มกราคม 2569 โดยได้ลงนามใน Pax Silica เพื่อส่งเสริมความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ เมื่อกลางมกราคม 2569 ทั้งสองประเทศยังสามารถตกลงในประเด็นอัตราภาษี โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีศุลกากรให้กับสินค้าไต้หวัน เหลือร้อยละ 15 ลงจากร้อยละ 20 ขณะที่ไต้หวันจะต้องเข้าไปลงทุนในตลาดสหรัฐฯ โดยบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไต้หวันจะได้โอกาสเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความร่วมมือระหว่างกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ จะเดินหน้าต่อไปท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่สหรัฐฯ และจีนยังมีการแข่งขันอิทธิพลกัน เพื่อไม่ให้เป็นฝ่ายรองอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจีนที่ยืนกรานว่าไต้หวันคือส่วนหนึ่งของจีน ได้แสดงทัศนะต่อข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันที่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน โดยสหรัฐฯ ลดอัตราภาษีให้ไต้หวัน ขณะที่ไต้หวันจะต้องไปลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ ในสหรัฐฯ ว่า การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนา และเศรษฐกิจของไต้หวัน รวมทั้งจะบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไต้หวันที่กำลังย้ายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ร้อยละ 40 ของไต้หวัน ไปยังสหรัฐฯ







