![]()

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในไทย ญี่ปุ่น และโปรตุเกส ที่มีการเลือกตั้งในห้วงเดียวกัน โดยในส่วนของไทยรายงานการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการว่า พรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมประกาศชัยชนะ ได้คะแนนนิยมนำคู่แข่งค่อนข้างมาก พร้อมรายงานท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี/หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่กล่าวขอบคุณประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน หากนายกรัฐมนตรีอนุทินได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล
สื่อมวลชนรายงานด้วยว่า การเลือกตั้งในไทยคาดการณ์ยาก และมีแนวโน้มว่าจะไม่มีพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงจะมีการร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของไทยครั้งนี้สร้างความแปลกใจให้ผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ในฐานะพรรคที่มีอุดมการณ์ปฏิรูป (reformist) เนื่องจากก่อนหน้านี้เชื่อว่าจะได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจความคิดเห็น สื่อให้ความเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นจากประชาชนที่สนับสนุนนโยบายอนุรักษ์นิยมในกรณีความชัดแย้งไทย-กัมพูชา
สำหรับการเลือกตั้งในญี่ปุ่นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิชิ และพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลชุดเดิม ได้รับคะแนนนิยมแบบท่วมท้น (landslide) โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 316 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ส่งผลให้รัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีทาคาอิชิได้ดำรงตำแหน่งต่อไป โดยผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าพร้อมจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศด้วยนโยบายการคลังแบบยั่งยืน ทำให้ชาวญี่ปุ่นเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถนำประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ เพราะมีอำนาจทางการเมืองสูง คาดว่าจะสามารถผลักดันกฎหมายสำคัญได้รวดเร็ว
การที่พรรครัฐบาลเดิมของญี่ปุ่น ครองเสียงถึง 2 ใน 3 จะทำให้รัฐบาลสามารถผลักดันกฎหมายสำคัญหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญได้คล่องขึ้น แม้พรรคร่วมรัฐบาลจะยังไม่มีเสียงข้างมากในสภาสูงก็ตาม อย่างไรก็ดี การที่นางทาคาอิจิ จะได้กลับมาดำรงนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง อาจทำให้ความตึงเครียดกับจีนเพิ่มสูงขึ้น จากจุดยืนที่แข็งกร้าวด้านความมั่นคง รวมทั้งที่เคยระบุว่าญี่ปุ่นอาจแทรกแซงทางทหารหากจีนใช้กำลังกับไต้หวัน
สื่อต่างประเทศยังให้ความสนใจผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในโปรตุเกส ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระยะที่ 2 เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการเลือกตั้ง คือ นาย Antonio Jose Seguro ผู้นำจากพรรคที่มีอุดมการณ์เสรีนิยม หรือ Socialist Party ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ได้คะแนนนิยมร้อยละ 66 ได้เป็นประธานาธิบดีโปรตุเกสเป็นระยะ 5 ปี แม้ว่าตำแหน่งประธานาธิบดีโปรตุเกสจะไม่มีอำนาจบริหาร แต่มีอำนาจวีโต้กฎหมาย ยุบสภา และกำหนดการเลือกตั้งทั่วไป เป้าหมายการดำรงตำแหน่งของนาย Antonio Jose Seguro คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ และพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลโปรตุเกสชุดปัจจุบันที่มีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมสายกลางต่อไป







