![]()

ในระยะหลังนี้ ภูมิภาคเอเชียกลางเป็นที่คุ้นหูคนไทย ทั้งการติดต่อค้าขาย การลงทุน และยังเป็นสถานที่ที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยว The Intelligence เห็นว่าการสัมมนาวิชาการหัวข้อ “Central Asia Explained : What Makes the Region Unique and Why It Matters to Thailand” จากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียกลาง และจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา คาซัคสถาน ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะทำให้รู้จักประเทศในเอเชียกลางมากขึ้น
ในช่วงแรก ทำความรู้จักกับภูมิภาคเอเชียกลางก่อน ซึ่งมีทั้งหมด 5 ประเทศ ในได้แก่ คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน ภูมิภาคนี้เชื่อมระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชียด้วยเส้นทางสายไหม กลุ่มคนวัยแรงงานที่มีจำนวนมากเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานและแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังงานน้ำ พลังงานหมุนเวียน ยูเรเนียม ทองแดง ฟลูออรีน อะลูมิเนียม และแร่ธาตุหายาก รวมทั้งแหล่งอาหาร และผลิตผลทางการเกษตร
อย่างไรก็ดี เอเชียกลางเผชิญความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศ และการเมืองระหว่างประเทศ โดยแห้งแล้ง ขาดแคลนแหล่งน้ำ บางประเทศไม่มีทางออกทะเล แต่ภาวะทะเลอารัล (Aral Sea) หรือทะเลสาบที่เหือดแห้งกลับผลักดันเอเชียกลางให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้านน้ำ พลังงานหมุนเวียน ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ถูกกดดันจากมหาอำนาจที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านให้เลือกข้าง ทั้งจากรัสเซียซึ่งมีอิทธิพลตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต ตุรกีที่มีความผูกพันทางชาติพันธุ์ รวมถึงจีนซึ่งมีอิทธิพลด้านการค้าการลงทุนและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ส่งผลให้ต้องเน้นความร่วมมือภายในกลุ่ม เพื่อลดทอนอิทธิพลจากภายนอก
ในส่วนที่ 2 ประเทศในเอเชียกลางที่วงสัมมนาได้หยิบยกขึ้นมาครั้งนี้ มี 3 ประเทศ ได้แก่ คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน
คาซัคสถาน มีพื้นที่และขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง เป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคยูเรเซีย เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของแหล่งพลังงานและแร่ธาตุที่สำคัญ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง Trans-Caspian International Transport Route หรือ Middle Corridor เชื่อมต่อจากจีนไปสู่ยุโรป คาซัคสถานยังเป็น
ส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) พลังงานและแหล่งแร่ธาตุสำคัญ 2) ผลิตผลทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และ 3) ระบบโลจิสติกส์และการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค อย่างไรก็ดี คาซัคสถานไม่มีทางออกสู่ทะเล จึงต้องพึ่งพาประเทศมหาอำนาจภายนอก เช่น รัสเซีย และจีน คาซัคสถานจึงชูบทบาทการเป็นประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง และใช้ “นโยบายต่างประเทศหลายมิติ” (Multi Vector Foreign Policy) เป็นเครื่องมือรักษาดุลความสัมพันธ์ และลดการพึ่งพามหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ที่สำคัญ ได้แก่
– รัสเซีย เป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดจากการที่เคยเป็นอดีตสหภาพโซเวียต แต่ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2565 ทำให้คาซัคสถานกังวลเกี่ยวกับการโจมตีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับรัสเซีย เฉพาะอย่างยิ่งกรณีท่อส่งน้ำมันแคสเปียน ซึ่งเชื่อมการส่งออกน้ำมันของคาซัคสถานประมาณร้อยละ 80 ผ่านรัสเซีย ไปยังท่าเรือ Novorossiysk ในบริเวณทะเลดำ และต้องร้องขอความช่วยเหลือจากองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security Treaty Organization-CSTO) ในการส่งกองกำลังไปประจำการตามสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ภายในประเทศ เพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรมที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน
– จีน เป็นทางเลือกนอกจากต้องพึ่งพารัสเซีย คาซัคสถานได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมต่อจีนไปยังยุโรปผ่าน Middle Corridor เห็นได้จากการค้าระหว่างคาซัคสถาน-จีนเพิ่มสูงสุดถึง 4,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2567 นอกจากนี้ จีนกำลังเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำมันของคาซัคสถาน ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะพึ่งพาจีนมากเกินไป จากการที่รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของจีน China National Petroleum Corporation (CNPC) เข้าซื้อกิจการ PetroKazakhstan มูลค่า 4,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2548 รวมทั้งให้ใช้ท่าเรือบก Khorgos Gateway Dry Port บริเวณชายแดนสองประเทศ
– ชาติตะวันตก ได้แก่ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป มีความร่วมมือด้านตลาดการเงิน การศึกษา และสิทธิมนุษยชน ทำให้เป็นอีกทางเลือกในการสร้างดุลยภาพ ในเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของประเทศ
– กลุ่มประเทศเอเชีย (ไม่รวมจีน) เช่น ตุรกี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และอาเซียน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคาซัคสถานเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพารัสเซีย จีน และตะวันตกมากเกินไป โดยจะเน้นเชื่อมสัมพันธ์ด้านการทูต วัฒนธรรม ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ การศึกษา ธุรกิจ และการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค
– ไทย คาซัคสถานต้องการผลักดันความร่วมมือประเด็นการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ระหว่างภูมิภาคยูเรเซีย-อาเซียน เทคโนโลยีการเกษตร พลังงาน อาหาร การศึกษา วิทยาศาสตร์ สุขภาพ ตลอดจนการเป็นประเทศหุ้นส่วนที่ต่างมีสถานะเป็น Middle Power เพื่อผลักดันการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระดับ
พหุภาคีที่ไม่เป็นทางการและสร้างความไว้วางใจในระยะยาว
คีร์กีซสถาน เป็นประเทศขนาดเล็ก ไม่มีทางออกทะเลและทรัพยากรจำกัด ส่งผลให้คีร์กีซสถานให้ความสำคัญกับเสถียรภาพในภูมิภาค การทูตเชิงเศรษฐกิจ การเชื่อมต่อโลจิสติกส์ และการพัฒนาที่ยั่งยืนและจำเป็นต้องดำเนินนโยบายในรูปแบบ Multi-Vector Diplomacy พร้อมทั้งรักษาดุลความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ รัสเซีย จีน ชาติตะวันตก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนมีส่วนร่วมในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญคือ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (The Shanghai Cooperation Organisation-SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union-EAEU) ขณะที่ความสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คีร์กีซสถานมองว่าเป็นภูมิภาคที่เติบโตทางเศรษฐกิจสูง และคล้ายคลึงกันกับเอเชียกลางที่ประกอบด้วยประเทศขนาดเล็กและขนาดกลาง ทำให้ทั้งสองภูมิภาคสามารถเรียนรู้ที่จะรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ร่วมกันได้
ไทยกับคีร์กีซสถานมีความสัมพันธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเสด็จฯ เยือนคีร์กีซสถานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ 7-8 เมษายน 2559 และการทำข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางราชการและหนังสือเดินทางทูตไทยเมื่อ มกราคม 2569 ไทยและคีร์กีซสถานอาจพัฒนาความสัมพันธ์ผ่านช่องทางการศึกษา การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม แต่ยังมีข้อจำกัดจากปัจจัยความห่างไกลทางภูมิศาสตร์
ทาจิกิสถาน มีสถานะเป็น“หอเก็บน้ำ” (Water Towers) แห่งเอเชียกลาง เนื่องจากครอบครองทรัพยากรน้ำถึงร้อยละ 70 ของภูมิภาค และผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำถึงร้อยละ 98 นอกจากนี้ ทาจิกิสถานยังมีบทบาทด้านความมั่นคงในภูมิภาคจากการเป็นประเทศเจ้าภาพจัดการฝึกซ้อมทางทหารที่สำคัญในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเฝ้าระวังบริเวณชายแดนด้านติดกับอัฟกานิสถาน ด้านเศรษฐกิจ ทาจิกิสถานมีอัตราเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยภาคการเกษตร เหมืองแร่ และพลังงานน้ำเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ทำให้ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่ง จากจีน ขณะเดียวกันยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซียด้วย ขณะที่คาดหวังที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับไทย ผ่านความร่วมมือทางการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม







