![]()

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการชิงโจมตีก่อน (preemptive strike) เพื่อขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยเป็นปฏิบัติการร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง แนวโน้มการปฏิบัติการทางทหารน่าจะยืดเยื้อ หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ The New York Times เมื่อ 1 มีนาคม 2569 ว่า กระบวนการการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไป 4-5 สัปดาห์ หรืออาจยุติเร็วกกว่านั้น แต่ก็พร้อมจะเจรจากับอิหร่าน
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงท่าทีต่อการปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลภายใต้รหัส “Epic Fury” ไปในทิศทางเดียวกันที่กังวลอย่างมากกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจะติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมต้องการกลับเข้าสู่เจรจาระหว่างกัน และปฏิบัติตามระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมกับมีคำแนะนำให้ประชาชนของตนในอิหร่าน และประเทศในตะวันออกกลาง ระมัดระวังตัวมากขึ้น พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนในประเทศของตนติดต่อได้ตลอดเวลา และให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง
เวียดนามนอกจากเตือนประชาชนแล้ว ยังสั่งการให้หน่วยงานทั้งใน และเจ้าหน้าที่ของเวียดนามที่ปฏิบัติการในต่างประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการให้ความปลอดภัยแก่ชาวเวียดนามในต่างประเทศ ทั้งนี้เวียดนามยืนยันว่าชาวเวียดนามในอิหร่านและอิสราเอลปลอดภัย เช่นเดียวกับกัมพูชาระบุว่าประชาชนของตนในภูมิภาคยังคงปลอดภัยเช่นกัน ขณะที่มีรายงานการเสียชีวิตของสตรีชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานเป็นผู้ดูแลคนไข้ จากขีปนาวุธของอิหร่านที่ยิงไปยังกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอล สำหรับสิงคโปร์ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงในประเทศ ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบความปลอดภัยการเข้าประเทศทั้ง บุคคล ยานพาหนะ และสินค้า ทุกด่านตรวจทุกแห่ง ทั้งทางบก อากาศ และทะเล
มาเลเซียในชั้นนี้ ยังเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เผยแพร่แถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีอิหร่าน และการโจมตีตอบโต้ที่เกิดขึ้นตามมาต่อหลายประเทศในภูมิภาค ตอ.กลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ขณะที่อินโดนีเซียยังไม่มีท่าทีประณามตามคำร้องขอของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงจาการ์ตา แต่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย เสนอว่าพร้อมจะเดินทางไปยังอิหร่านทันที หากสหรัฐฯ และอิหร่านยินยอมจะให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา
ไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดท่าทีไว้ว่า ได้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางด้วยความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่ง และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่จะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง อันจะส่งผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ รวมถึงชีวิตของพลเรือนในภูมิภาค พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้มีการเร่งรัดแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเจรจาและการทูตต่อไป พร้อมกับออกประกาศเตือนคนไทยที่อาศัย และท่องเที่ยวในตะวันออกกลางแล้ว 3 ฉบับ โดยขอให้ไม่ตื่นตระหนก ติดตามข่าวสาร อยู่ในที่พัก ปฏิบัติตามมาตรการของประเทศนั้น ๆ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ขัดแย้ง ขณะที่กระทรวงแรงงานไทยก็ชี้แจงว่าได้มีการระงับการส่งแรงงานไทยไปตะวันออกกลาง ส่วนนายกรัฐมนตรีไทยยืนยันว่ากำลังดำเนินการประสานงานในการดำเนินการให้คนไทยบางส่วนที่ต้องการกลับไทย
นักวิชาการไทยได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ไทยจะได้รับ คืออัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นจากการที่ราคาน้ำมันโลกและค่าขนส่งระหว่างประทศจะปรับสูงขึ้น ขณะที่พลังงานไทยจะขาดหายไป 1 ใน 3 ของทั้งหมด แม้อิหร่านไม่สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่การก่อกวน และการที่สหรัฐฯ ต้องปกป้องช่องแคบฮอร์มุช ส่งผลต่อความไม่เชื่อมั่นของเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุช และจะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงไปกว่าร้อยละ 20 ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบอร์ก ประเมินว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นถึง 120 – 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ราคาน้ำมันดิบห้วงกุมภาพันธ์ 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ส่วนในด้านความมั่นคง ต้องมีการเพิ่มความระมัดระวัง และเข้มข้นในการตรวจคนเข้าเมือง และขอความร่วมมือจากประชาชนมากขึ้น เพื่อให้สอดส่องเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากไทยมีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลจำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งธุรกิจ และสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศตะวันตกด้วย นอกจากนี้ อาจต้องมีการประเมินศักยภาพการโจมตีทางไซเบอร์ของอิหร่านต่อเป้าหมายตะวันตก หรือผลประโยชน์ของตะวันตกด้วยว่าจะยังมีศักยภาพอยู่หรือไม่ รวมทั้งข่าวทางโซเชียลมีเดียที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้







