![]()

สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 16 มีนาคม 2569 รายงานอ้างไต้หวันว่าพบเครื่องบินลาดตระเวนของกองทัพจีน (PLA) จำนวน 26 เครื่อง ปฏิบัติการในน่านฟ้าบริเวณช่องแคยไต้หวัน โดยเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้ กองทัพจีนลดจำนวนยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการลาดตระเวนใกล้ช่องแคบไต้หวัน โดยในปฏิบัติการลาดตระเวนทางอากาศเหนือน่านฟ้าไต้หวันครั้งล่าสุด เมื่อ 6 มีนาคม 2569 ส่งเครื่องบินรบไปเพียง 2 เครื่อง นอกจากนี้ เครื่องบินทหารอย่างน้อย 16 เครื่องปฏิบัติการลาดตระเวนรุกล้ำเขตระบุตัวตนการป้องกันทางอากาศ หรือ ADIZ ของไต้หวันทั้งบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งพบว่าจีนส่งกองเรือประมาณ 7 ลำ เข้าไปปฏิบัติการใกล้ไต้หวันด้วย ความเคลื่อนไหวของจีนทำให้ไต้หวันสั่งเตรียมพร้อมกำลังพลหน่วยยามชายฝั่ง เพื่อป้องกันการยั่วยุทางทหารหรือการปฏิบัติการของจีน
ไต้หวันคาดว่าความเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นก็เพื่อป้องปรามความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ มีกำหนดการส่งยุทโธปกรณ์ให้ไต้หวัน ใน 20 มีนาคม 2569 ทำให้จีนต้องการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารว่าสามารถทำให้ไต้หวันขาดการติดต่อกับประเทศอื่น ๆ ได้ ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายของจีนต่อไต้หวันระบุว่า ความเคลื่อนไหวของจีนสอดคล้องกับผลการประชุมสองสภาที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนมีความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางการเมือง จึงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อส่งสัญญาณให้ไต้หวันและทั่วโลก เฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ เห็นว่าจีนพร้อมจะรวมชาติกับไต้หวัน และเป็นการส่งสัญญาณก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะเยือนจีนระหว่าง 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2569 ด้วย
สถานการณ์ด้านความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันยังคงเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เนื่องจากไต้หวันเป็นคู่ค้าที่สำคัญของหลายประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญของโลก ปัจจุบันไต้หวันเร่งขยายความร่วมมือกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ เพื่อให้เป็นหุ้นส่วนค้ำประกันความมั่นคง ทำให้จีนยิ่งไม่พอใจและแสดงแสนยานุภาพทางการทหารบ่อยครั้ง ซึ่งต้องการป้องปรามไม่ให้ประเทศอื่น ๆ แทรกแซงกิจการภายในของจีน รวมทั้งมีรายงานว่าจีนใช้ปฏิบัติการกึ่งทหาร หรือ gray-zone operations และปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อทำให้ชาวไต้หวันไม่เชื่อมั่นในหน่วยยามชายฝั่งและรัฐบาลไต้หวันด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีแผนรวมชาติไต้หวัน โดยยังคงยืนยันหนักแน่นเมื่อต้นปี 2569 ว่าการรวมชาติเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจีนจะผลักดันการรวมชาติอย่างสันติวิธี แต่ก็พร้อมใช้มาตรการทางทหาร หากจำเป็น







