![]()

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ นำคณะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ 19 มีนาคม 2569 เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผลการพบหารือที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ วอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ บรรลุแผนการดำเนินโครงการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในสหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับให้ผู้นำสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้าจากญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นให้คำมั่นว่าจะลงทุนมากกว่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการผลิตพลังงาน รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมัน ในสหรัฐฯ เช่น รัฐโอไฮโอ รัฐเพนซิลเวเนีย และรัฐเทกซัส และจะเพิ่มการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในรัฐแอละแบมา และรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ ด้วย เท่ากับว่าญี่ปุ่นจะลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 โครงการใหญ่ ๆ ที่จะเป็นผลดีต่อการจ้างงานและความมั่นคงพลังงานในสหรัฐฯ ระยะยาว
นอกจากความร่วมมือด้านการผลิตพลังงานในสหรัฐฯ มีรายงานว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ จะเพิ่มความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตแร่หายากร่วมกัน รวมทั้งปฏิบัติการสำรวจแร่หายากในทะเลลึก ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่าญี่ปุ่นสำรวจพบแร่หายากที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง บริเวณเกาะ Minamitori ของญี่ปุ่น โดยมีรายชื่อบริษัทของทั้ง 2 ประเทศที่พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ ที่ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีน
ผู้นำญี่ปุ่นหารือกับผู้นำสหรัฐฯ ประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงโลกด้วย โดยให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันและพลังงานของญี่ปุ่น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิใช้โอกาสนี้ยืนยันกับสหรัฐฯ ว่ามีความพร้อมจะปกป้องความมั่นคงปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดด้านกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถดำเนินการตามที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้ส่งเรือรบไปปฏิบัติการในพื้นที่ได้ ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงย้ำความคาดหวังว่าญี่ปุ่นจะมีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้นำญี่ปุ่นยังใช้โอกาสนี้ โน้มน้าวสหรัฐฯ ให้สนใจสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เผชิญความท้าทายจากอิทธิพลและนโยบายของจีน ทำให้ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เห็นพ้องว่าจะร่วมมือกันปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมทั้งช่องแคบไต้หวัน







