![]()

ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำให้การทำงานที่บ้าน และการทำงานออนไลน์เป็นทางเลือกมากขึ้น แม้จะเอื้อเพื่อประหยัดพลังงานที่ประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน แต่ในทางกลับกันกลับเป็นช่องโหว่มากขึ้นที่ทำให้เพิ่มโอกาสให้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates-UAE) พันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางก็กังวลกับความปลอดภัยทางไซเบอร์เช่นกัน และมีการให้ทำงานที่บ้านในช่วงความขัดแย้งนี้ สัปดาห์ละ 1-2 วัน
สภาความมั่นคงไซเบอร์ของ UAE เตือนเมื่อ กลางมีนาคม 2569 ว่า การโจมตีทางไซเบอร์ใน UAE มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีความเชื่อมโยงกับการขยายตัวของการทำงานออนไลน์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานจากที่บ้าน เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 เนื่องจากอาชญากรไซเบอร์มุ่งโจมตีเครือข่ายภายในบ้านที่มีความปลอดภัยต่ำ โดยเฉพาะเราเตอร์ และระบบ VPN ที่มีช่องโหว่ เพื่อแทรกซึมการสื่อสารและขโมยข้อมูลสำคัญ
ผลกระทบจากการโจมตีดังกล่าวไม่เพียงจำกัดอยู่ที่ความเสียหายเชิงเทคนิค แต่ยังครอบคลุมถึงการรั่วไหลของข้อมูลและความสูญเสียทางการเงินในวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร การโจมตีทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังมีลักษณะมุ่งเป้าไปยังช่องโหว่ของเครือข่ายภายในบ้าน ซึ่งมักขาดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม โดยเฉพาะอุปกรณ์เราเตอร์ และระบบ VPN ที่ไม่ได้รับการอัปเดตหรือกำหนดค่าความปลอดภัยอย่างเหมาะสม ทำให้สามารถเข้าถึงเครือข่ายได้โดยง่าย ทั้งนี้ แฮกเกอร์มักใช้วิธีการหลากหลาย ทั้งการแทรกซึมระบบโดยตรงและการดักจับข้อมูลการสื่อสาร เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งานและองค์กร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันมีรายงานว่าระหว่าง มกราคม-สิงหาคม 2568 การละเมิดเครือข่าย Wi-Fi ใน UAE เกิดขึ้นมากกว่า 12,000 ครั้ง และคิดเป็นประมาณร้อยละ 35 ของการโจมตีทั้งหมดในประเทศ ท่ามกลางคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการใช้เครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งอาจถูกขโมยพาสเวิร์ด ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล และข้อมูลการทำธุรกรรมในธนาคาร เป็นต้น
ขณะที่สภาความมั่นคงไซเบอร์ของ UAE รายงานในสุดสัปดาห์นี้ว่า ประเทศได้สกัดกั้นการโจมตีไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญหลายครั้งแล้ว ทางหน่วยงานระบุว่าเป็น “การโจมตีไซเบอร์ที่มีลักษณะเป็นการก่อการร้ายแบบมีการวางแผน” นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการโจมตีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางอาวุธที่กลุ่มก่อการร้ายใช้ และความสามารถในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ซึ่งสภาความมั่นคงไซเบอร์ของ UAE ก็ได้มีการเสนอแนะแนวทางป้องกัน เพื่อไม่ให้หน่วยงานและประชาชนตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์เหล่านี้อย่างเร่งด่วน เช่น อัปเดตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ใช้ VPN ที่ปลอดภัยและได้รับการรับรอง รวมถึงใช้ความระมัดระวังในการใช้แพลตฟอร์มประชุมทางวิดีโอ
ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายกุมภาพันธ์ 2569 สภาความมั่นคงไซเบอร์ของ UAE ก็ออกมาเตือนว่า การทำงานออนไลน์และการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงทางไซเบอร์สูงขึ้น ภัยคุกคามไม่เพียงกระทบข้อมูลส่วนบุคคล แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กร แม้ว่าการทำงานรูปแบบนี้จะช่วยประหยัดพลังงานและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่เกิดขึ้น แต่กลับเปิดช่องให้ข้อมูลสำคัญของบุคคลและองค์กรถูกโจมตีได้ง่าย อุปกรณ์พื้นฐานในบ้าน กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่แฮกเกอร์มุ่งโจมตี เหตุการณ์ละเมิดเครือข่ายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งในครัวเรือนและสถานที่ทำงาน
ไทยก็มีการทำงานที่บ้าน และสถานที่สาธารณะมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานยุคใหม่ ทำให้ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์มากขึ้น รวมทั้งการใช้เครือข่าย Wi-Fi ในที่ต่าง ๆ ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัยไซเบอร์มากขึ้น ผู้ใช้งานควรตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากและเปลี่ยนรหัสผ่านอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเข้าถึงข้อมูลสำคัญผ่านสัญญาณเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย และอัปเดตซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์







