![]()

สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดต่อเนื่อง โดยมีรายงานเมื่อ 22 กรกฎาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เพื่อตอบโต้กรณีกองทัพปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านและกลุ่มฮูษีในเยเมน โจมตีเรือขนส่งสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง ทั้งนี้ กองบัญชาการกลาง หรือ CENTCOM ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการโจมตีมีเป้าหมายเพื่อทำลายศักยภาพของอิหร่านที่จะเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และนานาชาติ ด้านอิหร่านย้ำเช่นกันว่าจะยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ จะยุติการข่มขู่ความมั่นคงอิหร่าน ปัจจุบัน สื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านโจมตีเป้าหมายพลเรือน ซึ่งขัดแย้งกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่การยื่นฟ้องคดีก่ออาชญากรรมสงคราม
เหตุการณ์ที่กลุ่มฮูษีในเยเมนใช้ขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือ Encelia และเรือ Layla เสี่ยงทำให้บรรยากาศความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น เพราะอาจดึงซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง ให้แสดงบทบาทด้วยการตอบโต้ทางทหาร ล่าสุด ซาอุดีอาระเบียประณามการโจมตีดังกล่าวว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเตือนให้กลุ่มฮูษียกเลิกมาตรการปิดล้อมทะเลแดง และช่องแคบ Bab al-Mandeb ทันที ทั้งนี้ กลุ่มฮูษีในเยเมนประกาศปิดล้อมการเดินเรือในทะเลแดงตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2569 เพื่อตอบโต้ที่ซาอุดีอาระเบียและรัฐบาลเยเมนโจมตีท่าอากาศยาน Sanaa ในพื้นที่ควบคุมของกลุ่ม
ในกรณีที่สถานการณ์การโจมตีในบริเวณทะเลแดงและช่องแคบ Bab al-Mandeb ไม่คลี่คลาย ประกอบกับการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน อาจซ้ำเติมวิกฤตการขนส่งพลังงานและน้ำมันของโลก โดยเฉพาะในเอเชียเนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและปิโตรเลียมประมาณ ร้อยละ 25 ที่ผ่านมา รัฐบาลซาอุดีอาระเบียประกาศว่าพร้อมจะปกป้องเรือพาณิชย์และเส้นทางเดินเรือดังกล่าว ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูษีในเยเมนเคยปิดล้อมช่องแคบ Bab al-Mandeb และทะเลแดงเพื่อกดดันอิสราเอลให้ยุติสงครามในฉนวนกาซา แต่ระงับการโจมตีเมื่อ ตุลาคม 2568 เพราะลงนามในข้อตกลงหยุดยิง
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและพลังงานโลกประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั้งในเอเชียและยุโรป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่าคู่ขัดแย้งจะยุติการใช้กำลังทหาร ฝ่ายสหรัฐฯ สูญเสียกำลังพลจากการที่อิหร่านโจมตีฐานทัพในประเทศอื่น ๆ ไปแล้วอย่างน้อย 18 นาย ได้รับบาดเจ็บ 500 นาย น่าจะเป็นปัจจัยกดดันรัฐบาลและกองทัพสหรัฐฯ ให้พิจารณากลยุทธ์ในการทำสงครามกับอิหร่านมากขึ้น เพราะมีรายงานวิเคราะห์ว่าปัจจุบันอิหร่านยังมีศักยภาพ ความมุ่งหมาย และยุทโธปกรณ์ที่มีขีดความสามารถสูงในการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พิจารณาจากที่อิหร่านประสบความสำเร็จในการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน จนทำให้มีทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวน 3 นาย โดยปัจจัยที่ทำให้อิหร่านโจมตีสำเร็จ ได้แก่ 1) อิหร่านมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับที่ตั้งและลักษณะโครงสร้างฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง 2) อิหร่านมีขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับที่แม่นยำ และสามารถหลบระบบการป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ได้ และ 3) อิหร่านใช้ยุทธวิธีโจมตีต่อเนื่อง เพื่อค่อย ๆ ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และขีดความสามารถในการป้องกันฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งอาจมีปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ ในพื้นที่ด้วย







