![]()

สิงคโปร์เตรียมการและวางแผนรับมือล่วงหน้าในการรับมือกับราคาพลังงาน และอาหารระยะยาว เนื่องจากประเมินว่าไม่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือจะผ่อนคลายลง ราคาพลังงานยังมีแนวโน้มผันผวน และอาจเผชิญภาวะราคาอาหารสูงตามไปด้วย การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ทำให้การส่งออกพลังงานทำได้รวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการผลิตพลังงานถูกทำลายไปมากจากการโจมตีของอิหร่าน เช่น ในซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต และประมาณ ขณะที่ ร้อยละ 50 สิงคโปร์ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง
นาย K. Shanmugam รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ชี้แจงต่อสภาผู้แทน ฯ ของสิงคโปร์ เมื่อ 7 เมษายน 2569 ถึงการวางแผนรับมือกับราคาพลังงาน และค่ากระแสไฟฟ้าที่อาจมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากกระแสไฟฟ้าของสิงคโปร์ร้อยละ 95 ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิต โดยจุดยืนคือ แม้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายหรือไม่ก็ตาม สิงคโปร์จะไม่นำพลังงานสำรองออกมาใช้ แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลและบริษัทผลิตพลังงานจะเพิ่มการสำรองพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดีเซล แม้ต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นในช่วงนี้ ควบคู่ไปกับรักษาระดับราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศไม่ให้ผันผวน รวมทั้งรัฐบาลจะใช้งบประมาณ 780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแจกเงินสดและคูปองเติมน้ำมันแก่ชาวสิงคโปร์เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น
อย่างไรก็ดี สิงคโปร์ไม่เห็นด้วยที่จะมีมาตรการการปันส่วนการใช้น้ำมัน และระงับการส่งออก เนื่องจากสิงคโปร์มีความพร้อม และได้วางแผนระยะยาวไว้แล้วในการนำเข้าพลังงานจากหลากหลายแหล่ง จากการที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางซื้อ-ขายน้ำมันขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก หาแหล่งอาหาร เพื่อเพิ่มการสำรองอาหาร แต่ในชั้นนี้ ยังไม่ได้ประสบปัญหา แต่เป็นการเตรียมพร้อม
สิงคโปร์ประเมินไว้ว่า ความเป็นไปได้ที่สิงคโปร์จะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันและก๊าซจะมีต่ำมาก นอกจากนี้ สิงคโปร์มีคณะกรรมการที่ชื่อว่า Homefront Crisis Ministerial Committee (HCMC) ที่จะดูแล และบริการจัดการผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างครบวงจร เช่น ทั้งราคาพลังงาน ราคาอาหาร การดำเนินการทูตระหว่างประเทศ และความมั่นคงการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการนี้ได้ดำเนินการอย่างเข้มแข็งนับแต่เกิดวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569







