![]()

ความเคลื่อนไหวและการอพยพของชนกลุ่มน้อยและผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ยังคงได้รับความสนใจจากองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration- IOM) (IOM) เมื่อ 14 เมษายน 2569 มีถ้อยแถลงแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่อพยพจากบังกลาเทศ ไปมาเลเซียผ่านทะเลอันดามัน เนื่องจากเผชิญอันตราย และล่าสุดมีข้อมูลว่าชาวโรฮีนจามากกว่า 250 คน สูญหายระหว่างการอพยพทางทะเล เพราะเผชิญพายุรุนแรง ทำให้เรืออับปาง เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ UNHCR เรียกร้องให้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการปกป้องชนกลุ่มน้อยที่ผลัดถิ่น รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาให้ชาวโรฮีนจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในเมียนมาที่ต้องลี้ภัยไปยังประเทศอื่น ๆ ผ่านการเดินเรือ
สาเหตุที่ทำให้ชาวโรฮีนจาต้องเดินทางออกจากบังกลาเทศ ทั้งที่มีค่ายผู้อพยพในเมือง Cox’s Bazar ช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการเลือกปฏิบัติในเมียนมา เนื่องจากปัจจุบันค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศประสบปัญหาแออัดอย่างมาก ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัย หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตในค่ายผู้อพยพ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอื่น ๆ ได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ความปลอดภัยและสิทธิของชาวโรฮีนจาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลเมียนมาปฏิบัติการทางทหารเพื่อความมั่นคงในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 ทำให้ชาวโรฮีนจามากกว่า 730,000 คน กลายเป็นผู้ผลัดถิ่น บางส่วนอพยพไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ ทั้งนี้ ประเด็นความมั่นคงเกี่ยวกับชาวโรฮีนจาเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ เนื่องจากกระบวนการอพยพทางเรือส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมของขบวนการค้ามนุษย์ ที่แสวงประโยชน์จากชาวโรฮีนจา ด้วยการหลอกให้เดินทางและเผชิญความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับโอกาสในการทำงานที่ต่างประเทศ
สื่อมาเลเซีย ได้แก่ New Straits Times เมื่อ 29 มีนาคม 2569 รายงาน อ้าง แหล่งข่าวชาวโรฮีนจาว่า ชาวโรฮีนจาในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ โดยเหยื่อทั้งสมัครใจ และถูกล่อลวง ให้จ่ายค่าหัวประมาณ 80,000 บาท และผู้นำพาจะถูกกักตัวไว้ที่จุดพักชั่วคราว บริเวณชายป่าของไทย ก่อนส่งตัวให้ขบวนการค้ามนุษย์ เพื่อเดินทางไปยังมาเลเซียต่อไป
สถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิชาวโรฮีนจา จะยังคงเป็นประเด็นที่อาเซียนให้ความสนใจ โดยมีรายงานเมื่อ 10 เมษายน 2569 ว่า องค์กรปกป้องสิทธิชาวโรฮีนจาในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน เรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยกระดับปัญหาการช่วยเหลือและปกป้องสิทธิชาวโรฮีนจาขึ้นเป็นประเด็นหารือสำคัญในกรอบอาเซียน รวมทั้งเพิ่มแรงกดดันต่อเมียนมา ประเทศต้นทางที่ทำให้ชาวโรฮีนจาเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม







