![]()

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นต่อเนื่อง จากกรณีจีนไม่พอใจญี่ปุ่นส่งเรือรบไปปฏิบัติการลาดตระเวนบริเวณช่องแคบไต้หวัน การประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมการส่งออกอาวุธ การผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อขยายขีดความสามารถด้านการข่าวกรอง การดำเนินการเชิงรุกในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ แก้ไขเอกสารด้านความมั่นคง 3 ฉบับ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และแผนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการทหาร รวมทั้งกรณีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุวิสัยทัศน์เมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่าญี่ปุ่นเตรียมตัวทำสงครามยืดเยื้อ หรือ protracted warfare ที่มีลักษณะเป็นสงครามรูปแบบใหม่
สำหรับ protracted warfare คือ สงครามยืดเยื้อที่รัฐหรือตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non state actor) ต้องเตรียมยุทธศาสตร์ รวมทั้งยุทธวิธีปฏิบัติการทางทหารและด้านอื่น ๆ ที่สนับสนุนสงครามระยะยาว ยุทธวิธีที่ถูกนำไปใช้ในสงครามยืดเยื้ออาจประกอบด้วยการทำสงครามข่าวสาร การปฏิบัติการทางจิตวิทยา การปฏิบัติการกองโจร การแทรกแซงและบั่นทอนความมั่นคงของคู่ขัดแย้ง การทำลายขีดความสามารถในการรบหรือการป้องกันของคู่ขัดแย้ง รวมทั้งการใช้มวลชนหรือประชาคมระหว่างประเทศกดดันฝ่ายตรงข้ามให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงคราม …ลักษณะเด่นของ protracted warfare คือ การใช้ “เวลา” เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ โดยตัวอย่างสงครามยืดเยื้อในประวัติศาสตร์โลก เช่น สงครามระหว่างอิรัก-อิหร่านเมื่อปี 2523-2531 ที่ใช้เวลานาน 8 ปี และสงครามจีน-ญี่ปุ่นเมื่อปี 2480-2488 ที่ใช้เวลานาน 8 ปีเช่นกัน ซึ่งสงครามครั้งนั้นเองทำให้จีนคุ้นเคยกับการทำสงครามยืดเยื้อ ที่อดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตุง ผสมผสานยุทธวิธีหลายรูปแบบทั้งการรบแบบกองโจร การก่อความไม่สงบ ไปจนถึงการรบตามรูปแบบ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของญี่ปุ่นในห้วงที่ผ่านมา ทำให้จีนกังวลอย่างมากว่าญี่ปุ่นจะเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น การแก้ไขกฎหมายอนุญาตให้ส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศ เห็นว่าญี่ปุ่นอาจละทิ้งแนวทางส่งเสริมสันติภาพ ล่าสุดเมื่อ 28 เมษายน 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนให้ความเห็นต่อการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่น ว่าเป็นความตั้งใจฟื้นฟูและขยายอำนาจทางการทหาร มีแนวโน้มเป็นอันตรายต่อภูมิภาค และประเมินว่าญี่ปุ่นจะยกระดับการโฆษณาชวนเชื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อเตรียมพร้อมทำสงคราม ซึ่งจีนและประชาคมระหว่างประเทศจะติดตาม เฝ้าระวัง และต่อต้านความพยายามฟื้นฟูลัทธิทหารของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
จีนมีมุมมองว่าญี่ปุ่นจะเป็นภัยคุกคาม ทำให้เกิดการโต้แย้งด้วยกลไกการทูตและความเคลื่อนไหวด้านการทหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีอาณาเขตใกล้เคียงกัน มีพื้นที่พิพาทด้านอธิปไตย รวมทั้งมีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงความรู้สึกชาตินิยมด้วย ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นไม่ตึงเครียดสูง เนื่องจากผู้นำญี่ปุ่นมีท่าทีประนีประนอมความสัมพันธ์กับจีน และจะแข็งกร้าวเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนเท่านั้น แต่ท่าทีของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบันมีท่าทีแข็งกร้าวทั้งประเด็นผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านความมั่นคงและการทหาร รวมทั้งวิจารณ์สถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ทั้ง 2 ประเทศอย่างต่อเนื่อง
จีนเชื่อว่าญี่ปุ่นจะฟื้นฟูและแพร่กระจายอุดมการณ์ที่มุ่งเน้นความสำคัญของกองทัพและกำลังทหาร หรือ Militarism แบบเดียวกันกับยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ของญี่ปุ่นในครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือ เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามจากจีน ดังนั้น ญี่ปุ่นจะมีท่าทีเชิงลบต่อจีนมากขึ้น ทำให้จีนจะเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีน เช่นกรณีจีนคัดค้านญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (EU) ที่มีถ้อยแถลงร่วมกันในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เกี่ยวกับสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ เป็นเชิงลบต่อจีน เมื่อ เมษายน 2569 นอกจากนี้ จีนประเมินว่าญี่ปุ่นจะโน้มน้าวให้ประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร เพื่อเป็นแนวร่วมขยายอิทธิพลมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ประเทศต่าง ๆ สูญเสียอิสรภาพในการกำหนดนโยบาย และมีความสัมพันธ์ที่เหินห่างกับจีน
มุมมองของจีนและแนวโน้มการเกิด protracted warfare จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความมั่นคงและความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เนื่องจากทั้งจีนและญี่ปุ่นเป็นประเทศมหาอำนาจสำคัญในภูมิภาค จึงต้องติดตามและเฝ้าระวังยุทธวิธีต่าง ๆ ที่ทั้ง 2 ประเทศจะนำไปใช้เพื่อให้ได้เปรียบในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่จะมีความตึงเครียดมากขึ้นต่อไป







