![]()

บรรยากาศการพบหารืออย่างเป็นทางการระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ 13-14 พฤษภาคม 2569 เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และไม่ต้องการติดกับดักมหาอำนาจ หรือ Thucydides Trap ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศหวาดระแวงระหว่างกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันทั้ง 2 ผู้นำยังไม่มีถ้อยแถลงร่วม แต่ต่างฝ่ายต่างเผยแพร่ผลการหารือบางส่วน โดยประเด็นการหารือที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) ผู้นำจีนย้ำประเด็นความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ พร้อมเตือนว่าจีนและสหรัฐฯ ไม่ควรทำให้ความมั่นคงในพื้นที่ไร้เสถียรภาพ หรือตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย 2) ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าจีนให้คำมั่นจะสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ พร้อมจะปฏิบัติการทางทหารเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามจากอิหร่านต่อไป และ 3) ทั้ง 2 ผู้นำมีมุมมองเชิงบวกว่าการพบหารือกันครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และในอนาคต ทั้ง 2 ประเทศจะสร้าง “วิสัยทัศน์ใหม่” เพื่อขยายความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในระยะ 3 ปีข้างหน้า รวมทั้งเห็นพ้องว่าจีนกับสหรัฐฯ จะสนับสนุนความมั่นคงของโลก
สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจกรณีผู้นำจีนจะต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ ที่ Zhongnanhai หรือสำนักงานของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่กรุงปักกิ่งใน 15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งที่ผ่านมาผู้นำจีนจะไม่ใช้ต้อนรับผู้นำต่างประเทศบ่อยครั้ง ที่ผ่านมา มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 คนได้รับการต้อนรับที่อาคารดังกล่าว ได้แก่ อดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตุง ผู้นำจีนใช้ Zhongnanhai ต้อนรับอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในช่วงการฟื้นฟูความสัมพันธ์เมื่อปี 2515 อดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ต้อนรับอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เมื่อปี 2545 และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้อนรับอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เมื่อปี 2557 กรณีดังกล่าวจึงทำให้สื่อมวลชนประเมินว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องการให้การต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ ครั้งนี้ เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ
องค์กรความร่วมมือด้านการเงินระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีมุมมองเชิงบวกต่อการพบหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ -จีน เนื่องจากอาจเป็นปัจจัยบรรเทาความขัดแย้งในความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศมีข้อคิดเห็นว่าผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายต่างพยายามประชาสัมพันธ์ผลการพบหารือครั้งนี้ในเชิงบวกและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยสหรัฐฯ เน้นย้ำความสำเร็จในการเจรจาการค้าและธุรกิจ ขณะที่จีนเน้นย้ำความสำเร็จในการปรับปรุงความสัมพันธ์และเริ่มต้นใหม่ หรือ reset ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายต่อความมั่นคงของไต้หวัน ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญของจีน ทำให้ยังต้องติดตามทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดต่อไป







