![]()

รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ค่านิยมอเมริกันและมาตรการภาษีเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศอย่างเข้มข้น หลังจากการขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้า (reciprocal tariffs) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้กับการนำเข้าสินค้าของประเทศคู่ค้า เมื่อเมษายน 2568 ต้องถูกยกเลิกตามคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อ กุมภาพันธ์ 2569 ที่สั่งให้รัฐบาลต้องคืนเงินที่เรียกเก็บจากการประกาศมาตรการภาษีนำเข้า
มาตรการทางภาษีที่รัฐบาลสหรัฐฯ นำมาใช้ต่อประเทศคู่ค้าอีกครั้ง คือ เมื่อ 3 มิถุนายน 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ( U.S.Trade Representative-USTR) เผยแพร่รายงานผลการสอบสวนประเทศคู่ค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ (forced labor) ตามกฎหมายมาตรา 301 ของสหรัฐฯ พบว่าประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ จำนวน 60 ประเทศ ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับตามมาตรฐานของสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ ต่อต้านและคัดค้านการใช้แรงงานบังคับมาโดยตลอดมากกว่า 100 ปี สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ในบัญชี 60 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยไทยอยู่ในกลุ่มที่ USTR ของสหรัฐฯ มีมุมมองว่าล้มเหลวด้านการบังคับใช้กฎหมายควบคุมหรือห้ามนำเข้าสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับบางส่วน เช่น กรณีไทยนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภท polysilicon จากจีน ทั้งที่เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ
หน่วยงานสำคัญของสหรัฐฯ ที่ให้ข้อมูลแก่ USTR คือ สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (Customs and Border Protection-CBP) ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวตระหนักว่าไทยให้ความร่วมมือกับ USTR เป็นอย่างดี และมีความคืบหน้าในการพัฒนาสิทธิแรงงานในประเทศ ตลอดจนร่างพระราชบัญญัติการตรวจสอบและดูแลสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม (Human Rights and Environmental Due Diligence-HREDD) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ แต่ USTR ยังมีข้อมูลว่าไทยไม่ปฏิบัติตามระเบียบการห้ามนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ จึงเท่ากับว่าไทยยังมีนโยบายที่เป็นอุปสรรค หรือขัดแย้งกับกฎของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ต่อไป
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่อยู่ในบัญชีของ USTR อัตราร้อยละ 10-12.5 เพื่อกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับตามมาตรฐานของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประเทศที่อยู่ในบัญชีของ USTR จำนวนมากไม่พอใจ เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งตอบโต้สหรัฐฯ ว่าเผยแพร่ข้อมูลที่ขัดขวางความร่วมมือระหว่างประเทศและไม่ยุติธรรม เนื่องจาก USTR เสนอให้สหรัฐฯ เพิ่มภาษีนำเข้าจากสหภาพยุโรป รวมทั้งกัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จากกรณีดังกล่าว หากไม่มีความพยายามหรือความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาภายใน 6 กรกฎาคม 2569 ด้านจีนและอินเดีย ซึ่งอยู่ในบัญชีประเทศที่จะเผชิญอัตราภาษีเพิ่มอีกร้อยละ 12.5 ระบุว่ามีช่องทางเจรจากับ USTR อยู่แล้ว พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่ามาตรการของ USTR อาจเป็นผลเสียต่อธุรกิจในสหรัฐฯ มากกว่า







