![]()

ธนาคารโลก (World Bank) เมื่อ 11 มิถุนายน 2569 เผยแพร่มุมมองต่อทิศทางและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ผ่านรายงาน Global Economic Prospects ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวมากที่สุดตั้งแต่ยุคหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 พร้อมทั้งปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 2.5 เนื่องจากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และเสี่ยงเผชิญวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงที่สุดในรอบ 3 ปี ที่ร้อยละ 4 ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านปัจจุบันตึงเครียดสูงเพราะมีการตอบโต้ทางทหารระหว่างกัน นอกจากนี้ ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งและไม่สอดคล้องกับท่าทีของผู้นำอิหร่าน เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ทำให้ทั่วโลกวิตกกังวลว่าความไม่แน่นอนในสงครามนี้จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโลกผันผวนต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนระหว่างประเทศ
ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ทำให้ทั่วโลกสับสนอีกครั้ง เนื่องจากเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าการเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้าและมีแนวโน้มว่าอิหร่านจะเห็นชอบข้อตกลงเร็ว ๆ นี้ และสหรัฐฯ จะระงับการปฏิบัติการโจมตีอิหร่านไปก่อนจากที่ขู่ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนด้วยการปรับลดลงเล็กน้อย ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธและเผยแพร่มุมมองที่แตกต่างจากผู้นำสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเปิดเผยว่าอิหร่านยังอยู่ระหว่างการพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MoU) ตลอดจนยังประเมินความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและกองทัพสหรัฐฯ อย่างจริงจัง และเชื่อว่าผู้นำสหรัฐฯ กำลังใช้กลยุทธ์ข่มขู่เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขยกเลิกการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ไม่เช่นนั้น อิหร่านจะต้องเผชิญกับสภาวะ “ไม่มีสงครามและไม่มีสันติภาพ” อย่างเป็นทางการ หรือสภาวะ no war, no peace ในระยะยาว ที่อาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูพื้นที่ในอิหร่านที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า ฐานทัพอิหร่านมากกว่า 30 แห่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2569
การที่ประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับการทำสงครามในอิหร่านบ่อยครั้ง อาจเป็นเทคนิคการเจรจา ด้วยการข่มขู่คุกคาม และทำให้อิหร่านตระหนักว่าหากไม่ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ก็จะเผชิญกับการโจมตีและความเสี่ยงด้านความมั่นคง ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะเปลี่ยนการตัดสินใจเกี่ยวกับปฏิบัติการทางหารต่ออิหร่านบ่อยครั้ง แต่ยังไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายการกดดันให้อิหร่านยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ คาดว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯ และอิสราเอล
อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจกลับเกิดขึ้นกับบางกลุ่ม โดยการเปลี่ยนแปลงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เช่น กองทุน Hedge Fund และผู้ให้บริการการคำนวณข้อมูลการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (quant trader) รวมทั้งบริษัทน้ำมัน และอุตสาหกรรมอาวุธในสหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวน และการทำสงคราม







