![]()

แนวโน้มการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มเผชิญความไม่แน่นอน หลังจากมีรายงานเมื่อ 16 มิถุนายน 2569 ว่า อิสราเอลปฏิบัติการโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างมาก พร้อมย้ำว่าข้อตกลงของสหรัฐฯ กับอิหร่านจะต้องครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทหารในเลบานอน ตลอดจนโจมตีอิสราเอลว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทุกครั้ง และยังขู่อิสราเอลว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากมีการโจมตีอีก ท่าทีดังกล่าวทำให้ทั่วโลกวิตกว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มติดอาวุธในเลบานอน จะเป็นอุปสรรคต่อการจัดทำข้อตกลงระดับ MoU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่จะลงนามกันใน 19 มิถุนายน 2569
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่าอิหร่านจะเข้าร่วมกระบวนการจัดทำข้อตกลงและการลงนาม เนื่องจากอิหร่านได้รับผลกระทบจากสงครามเช่นกัน พร้อมทยอยเปิดเผยสาระสำคัญของข้อตกลง ได้แก่ เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับไปเป็นเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยตามปกติ อิหร่านต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และอิหร่านต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากนี้ สื่อมวลชนสหรัฐฯ รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ โน้มน้าวจีนให้กดดันอิหร่าน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นอันดับแรก
แม้ว่ากระบวนการเจรจาและจัดทำข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีความต่อเนื่อง แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังมีมุมมองเชิงลบต่ออิหร่าน และประเมินว่าอิหร่านอาจเป็นฝ่ายได้เปรียบในช่วงที่เนื้อหาข้อตกลงยังไม่แน่นอน รวมทั้งมีความพร้อมที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองในการทำสงคราม นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังประเมินว่าอิหร่านใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ในความขัดแย้งครั้งนี้ ทั้งการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ การสามารถปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้ เป็นยุทธศาสตร์ด้านการทหารสำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ตลอดจนอาจพิจารณาสั่งการให้กลุ่ม Houthis ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธในเยเมน ปฏิบัติการทางหารเพื่อปิดช่องแคบ Bab-el-Mandeb ได้อีกด้วย หากอิหร่านเผชิญแรงกดดันหรือภัยคุกคามระดับรุนแรง ดังนั้น หากสหรัฐฯ ไม่สามารถทำเงื่อนไขที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ เศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงานของโลกก็มีความเสี่ยงจะตกเป็นเครื่องมือเพื่อการเอาตัวรอดของรัฐบาลอิหร่านอีกครั้ง







