![]()

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อ 17 มิถุนายน 2569 ว่า ญี่ปุ่นต้องเพิ่มงบประมาณและขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายด้านความมั่นคงในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ญี่ปุ่นจะยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศหุ้นส่วนที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน เพื่อสร้างมาตรการป้องปรามภัยคุกคามหลายชั้น (multi-layered deterrence) ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นมีขึ้นในช่วงที่นานาชาติ โดยเฉพาะจีนและเกาหลีเหนือ ให้ความสนใจและติดตามพัฒนาการนโยบายความมั่นคงและการทหารของญี่ปุ่น พร้อมวิจารณ์ว่าญี่ปุ่นต้องการกลับไปใช้นโยบายแข็งกร้าว ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อภูมิภาค รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าญี่ปุ่นแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการค้าขายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยได้รับความสนใจจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร รวมทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ดังนั้น การเปลี่ยนนโยบายของญี่ปุ่นอาจทำให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธในภุมิภาค ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศความมั่นคงและสันติภาพระหว่างประเทศ
การปรับตัวของญี่ปุ่นที่น่าติดตามในอนาคต คือ ความพยายามผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันสนับสนุน แต่เผชิญกระแสต่อต้านจากนักการเมืองและประชาชนบางส่วนที่มีมุมมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว อาจทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในอันตราย เสี่ยงเผชิญสงคราม ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ของญี่ปุ่นเป็นหลักการสำคัญที่ห้ามรัฐบาลเข้าร่วมสงครามและตั้งกองทัพ ทำให้ปัจจุบันญี่ปุ่นมีกองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งมีบทบาทจำกัดเพื่อปกป้องประเทศตนเองเท่านั้น







