![]()

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (United Nations’ International Organization for Migration-IOM) เปิดเผยว่า ในช่วง มกราคม– เมษายน 2569 มีชาวเมียนมาเดินทางเข้าสู่ไทยผ่านจุดผ่านแดน บริเวณ จังหวัดตาก จังหวัดระนอง จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัด เชียงราย ประมาณ 687,000 คน สะท้อนแนวโน้มการอพยพที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะเวลาเพียง 4 เดือน มีจำนวนคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของผู้เดินทางเข้าไทยตลอดปี 2568 ที่มีมากกว่า 2 ล้านคน โดยผู้เดินทางส่วนใหญ่มีจุดหมายปลายทางเป็นกรุงเทพฯ รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัด เชียงใหม่ จังหวัดตาก และจังหวัดระนอง
แนวโน้มการเดินทางของชาวเมียนมาที่ออกนอกประเทศสะท้อนว่า ปัญหาในเมียนมายังคงมีอยู่ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หลังจากทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2564 IOM ระบุด้วยว่า แรงกดดันที่ให้ชาวเมียนมาเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้นในช่วงนี้ นอกจากต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยังอาจมาจากแรงกดดันจากภายในประเทศ เช่น การบังคับให้เกณฑ์ทหาร ขณะที่ร้อยละ 11 ของจำนวนชาวเมียนมาที่เดินทางเข้าไทยข้างต้น มีแนวโน้มจะพำนักในไทยในระยะยาว นอกจากนี้ บางส่วนยังใช้ไทยเป็นทางผ่านมุ่งหน้าสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อรอโอกาสเดินทางข้ามแดนไปยังมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียเริ่มมีท่าทีมากขึ้นในการเฝ้าระวังชาวเมียนมาที่เข้ามาในมาเลเซียเช่นกัน
IOM สัมภาษณ์ ชาวเมียนมาที่เข้าไทยในครั้งนี้ พบว่า ร้อยละ 41 ของการสัมภาษณ์จาก 3,504 คน ไม่มีเอกสารเข้าไทยอย่างเป็นทางการ ขณะที่ร้อยละ 29 ระบุว่ามีเป้าหมายค้าขายในไทย และร้อยละ 28 เพื่อเยี่ยมครอบครัวหรือเพื่อน ร้อยละ 9 เข้ามาเพื่อหางานทำ และร้อยละ 6 เนื่องจากความขัดแย้ง การหลั่งไหลเข้าไทยของชาวเมียนมาจะทำให้ไทยต้องรับภาระเพิ่มมากขึ้นแน่นอน ทั้งที่พักอาศัย การลักลอบทำงาน อาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นตามมา และการถูกกล่าวหาจากองค์กรด้านสิทธิมนุษชนระหว่างประเทศที่จะจับตามองไทยในการดูแลบุคคลกลุ่มนี้ ทั้งที่ไทยมีค่ายผู้ลี้ภัยถึง 9 แห่งแล้วในขณะนี้
บริเวณชายแดนเมียนมา-ไทย นอกจากจะเป็นช่องทางหลั่งไหลของชาวเมียนมาเข้าไทยแล้ว ยังมีศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Scam centres) ซึ่งมีทั้งแสกมเมอร์ที่เต็มใจทำงาน และเหยื่อที่ถูกบังคับไปทำงาน โดยเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ (Civil Society Network for Human Trafficking Victims Assistance-CSNHTV) ได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยเมื่อ 22 มิถุนายน 2569 ว่า ยังมีเหยื่อมากกว่า 5,300 คน ที่ติดค้างและถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 4 แห่ง บริเวณชายแดนเมียนมา-ไทย โดยคาดว่า มีชาวจีนประมาณ 1,600 คน เมียนมา 200 คน ไทย 20 คน รวมถึงเหยื่อจากฟิลิปปินส์ ไต้หวัน มาเลเซีย บราซิล รัสเซีย เคนยา ยูกันดา รวันดา และซิมบับเว ส่งผลให้เครือข่ายอาชญากรรมยังคงดำเนินกิจกรรมฉ้อโกงออนไลน์และการค้ามนุษย์ต่อไป สร้างความเสียหายให้แก่เหยื่อทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตควบคุมของกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) เมืองเมียวดี







