![]()

เวียดนามยังเป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในอาเซียน ทั้งที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และการหยุดชงักของสินค้าจากการขนส่ง จากวิกฤตในตะวันออกกลางที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และการขึ้นอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ โดยอัตราการขยายตัวของ GDP ในปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 8.18 อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นตามที่เวียดนามตั้งเป้าหมายไว้ว่าครึ่งแรกของปี จะอยู่ที่ ร้อยละ 11.9 และตลอดปี 2569 อัตราการขยายตัวของ GDP จะอยู่ที่ตัวเลข 2 หลัก หรือประมาณที่ ร้อยละ 10
นอกจากตัวเลขการขยายตัวของ GDP จะสูงแล้ว ตัวเลขการท่องเที่ยวยังเป็นเชิงบวกอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม มีประมาณ 10.7 ล้านคน เพิ่มจากห้วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 20.7 เวียดนามคาดหวังว่า ตัวเลขทั้งปี 2569 จะมากกว่า เมื่อปี 2568 ที่มีจำนวน 21.2 ล้านคน เนื่องจากเวียดนามมีนโยบายเปิดรับการท่องเที่ยวมากขึ้น การเพิ่มเส้นทางการบิน และการรณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 รายได้จากการท่องเที่ยว มีสัดส่วนช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง ร้อยละ 51.8 นอกจากนี้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2569 จะนำหน้ามาเลเซีย และไทย ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเป็นอันดับ 1-2 ในอาเซียน เมื่อปี 2568
ด้วยปัจจัยหลาย ๆ เรื่องที่ผลักดันให้เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตทางอย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (Per Capita Income / GDP per Capita) อยู่ที่ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าเกณฑ์ 4,636 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ธนาคารโลก (World Bank) ยกระดับเวียดนามเป็นประเทศ “รายได้ปานกลางค่อนข้างสูง” (upper-middle-income economy) เช่นเดียวกับไทย สำหรับประเทศที่ได้ยกระดับขึ้นอยู่ในกลุ่มนี้ พร้อมกับเวียดนาม เช่น ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และจอร์แดน ขณะที่ไทยก็ตั้งเป้าหมายว่าจะยกระดับให้พ้นจากกลุ่มประเทศ “รายได้ปานกลางค่อนข้างสูง” เป็นประเทศรายได้สูง ภายในปี 2581







