![]()

สถานการณ์ความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่แน่นอน และการที่กลุ่มฮูษี จะเพิ่มการปิดล้อมช่องแคบ Bab El-Mandeb ในทะเลแดง ด้วยการเก็บค่าธรรมเนียม ทำให้ญี่ปุ่นเตรียมหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือการแสวงหาอุปทานน้ำมันที่หลากหลาย โดยสื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า ญี่ปุ่นจะนำเข้าน้ำมันดิบจากแคนาดาเพิ่มขึ้น และแคนาดาได้ส่งเรือ Freedom Glory บรรทุกน้ำมันดิบจำนวน 750,000 บาร์เรล ที่มาจากระบบท่อส่งน้ำมันทรานส์เมาน์เทน ของรัฐบาลแคนาดา ออกไปยังญี่ปุ่น เพื่อให้บริษัท Eneos นำไปกลั่นใช้เป็นพลังงานต่อไป เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แคนาดาส่งออกน้ำมันดิบให้ประเทศในเอเชียห้วง มกราคม-มิถุนายน 2569 ร้อยละ 77 เมื่อเทียบกับห้วงเดียวกัน เมื่อปี 2569 ร้อยละ 51
ญี่ปุ่นแก้ไขปัญหาพลังงานในประเทศด้วยการหาแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ควบคู่กับใช้กลไกการทูตเจรจากับอิหร่านเพื่อขอให้เรือขนส่งน้ำมันของญี่ปุ่นได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัย ญี่ปุ่นจึงทำข้อตกลงซื้อ-ขายน้ำมันดิบจากแคนาดา ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบร้อยละ 95 จากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ นอกจากญี่ปุ่น ยังมีประเทศอื่น ๆ ในเอเชียที่นำเข้าน้ำมันดิบจากแคนาดามากขึ้น ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ แม้ว่าน้ำมันดิบจากแคนาดาจะมีค่าความข้นมากกว่าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่บริษัทผู้กลั่นน้ำมันในประเทศเอเชียจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันดิบแห่งใหม่
หน่วยงานที่มีบทบาทนำของญี่ปุ่นด้านการหาแหล่งน้ำมันดิบแห่งใหม่ ได้แก่ องค์การเพื่อความมั่นคงพลังงานและแร่ของญี่ปุ่น (Japan Organization for Metals and Energy Security – JOGMEC) เป็นกลไกอิสระภายใต้การดูแลของรัฐบาลญี่ปุ่น มีภารกิจหลักคือการจัดหาพลังงานและทรัพยากรแร่ธาตุ ด้วยความร่วมมือกับต่างประเทศ ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นและประเทศในเอเชียหลายแห่งที่ร่วมมือด้านการซื้อ-ขายน้ำมันดิบจากแคนาดา เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าแคนาดาจะมีบทบาทด้านความมั่นคงพลังงานโลกได้มากขึ้นจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง







