![]()

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อ 4 สิงหาคม 2569 เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพิ่มมาตรการป้องกันความมั่นคงชายแดนอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อรับมือกับวิกฤตผู้อพยพจากโมร็อกโdไปยังเมือง Ceuta ของสเปน ซึ่งเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงและผู้อพยพตั้งแต่ปลาย กรกฎาคม 2569 โดยท่าทีดังกล่าวมีขึ้นระหว่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหภาพยุโรปจัดการประชุมวาระฉุกเฉินแบบออนไลน์ เพื่อหารือประเด็นดังกล่าวโดยเฉพาะ ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรปย้ำให้สเปนร่วมมือในการปกป้องชายแดนของสมาชิกทุกประเทศ และพร้อมสนับสนุนการสร้างแนวป้องกันชายแดนที่เป็นรูปธรรม
สเปนรายงานว่าปัจจุบันสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติแล้ว โดยผู้อพยพอย่างน้อย 69,500 ราย ได้เดินทางกลับไปยังโมร็อกโกแล้ว ขณะที่จำนวนผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างพยายามเดินทางข้ามไปเมือง Ceuta อยู่ที่ 72 ราย พร้อมกับชี้แจงว่าวิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะขบวนการค้ามนุษย์ที่เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ บิดเบือนข้อมูลจากนโยบายของสเปน จนทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพจำนวนมาก ด้านประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอในการประชุมให้สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการป้องกันความมั่นคงชายแดนและรับมือกับสถานการณ์ผู้อพยพ แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ความร่วมมือระหว่างรัฐหุ้นส่วน 2) ยกระดับความมั่นคงชายแดน 3) ใช้ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า 4) เร่งปราบปรามเครือข่ายค้ามนุษย์ และ 5) สนับสนุนให้ผู้อพยพจากภูมิภาคแอฟริกา เดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย
สถานการณ์วิกฤตผู้อพยพที่สเปน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เนื่องจากประเทศอื่น ๆ กังวลว่าจะเผชิญปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายที่ใช้สเปนเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งนี้ มีรายงานว่าอิตาลีสั่งยกเลิกมาตรการวีซ่าเชงเก้น (Schengen) ชั่วคราวต่อผู้ที่เดินทางไปจากสเปน โดยมีฟินแลนด์และเดนมาร์กสนับสนุน ส่วนผู้นำสาธารณรัฐเชก เรียกร้องให้สหภาพยุโรปยกเลิกมาตรการวีซ่าเชิงเก้นต่อสเปนชั่วคราว กรณีดังกล่าวทำให้สเปนไม่พอใจ เนื่องจากเป็นสัญญาณว่าประเทศสหภาพยุโรปไม่ต้องการให้เมือง Ceuta เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ยังวิจารณ์เชิงลบว่าบางประเทศใช้วิกฤตครั้งนี้โจมตีสเปนและเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ







