![]()

การชักจูงให้มีแนวคิดสุดโต่งทางออนไลน์ (Online Radicalisation) เป็นประเด็นที่น่าสนใจและติดตามอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนที่มีแนวโน้มตกเป้นเหยื่อสูง โดยเมื่อ 3 สิงหาคม 2569 S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) สถาบันคลังสมองชั้นนำของโลก ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) สิงคโปร์ ได้เผยแพร่เอกสารเรื่อง Understanding and Countering Online Radicalisation in the Digital Sphere โดย Mohamed Bin Ali และ Joshua Wong Jia Hao
ข้อเขียนดังกล่าวได้นำเสนอการวิเคราะห์ปัญหาการชักจูงให้มีแนวคิดสุดโต่งทางออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการรับมือผ่านมุมมองทางศาสนาในยุคดิจิทัล ซึ่งได้หยิบยกปรากฏการณ์และกรณีศึกษาในสิงคโปร์ ที่วัยรุ่นชาวสิงคโปร์ 3 ราย ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน (ISA) สะท้อนให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตกลายเป็นช่องทางหลักในการแพร่กระจายแนวคิดสุดโต่ง แม้ทั้งสามคนจะมีแรงจูงใจและภูมิหลังที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือการถูกชักจูงผ่านโลกออนไลน์ ได้แก่
– รายแรก (อายุ 14 ปี) ได้รับผลกระทบจากการถูกกลั่นแกล้ง ประกอบกับเสพเนื้อหาของกลุ่ม IS และกลุ่มฝ่ายขวาจัด จนเขียนคำประกาศ (Manifesto) ความยาว 21 หน้าเพื่อวางแผนโจมตีครูและเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่ใช่มุสลิม
– รายที่สอง (อายุ 15 ปี) มีความคับแค้นใจจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และพยายามค้นหาวิธีทำระเบิดเพื่อสนับสนุนการจัดตั้งรัฐคอลิฟะห์
– รายที่สาม (อายุ 19 ปี) เป็นผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ได้รับอิทธิพลจากนักเผยแพร่ลัทธิสุดโต่งต่างชาติ วางแผนโจมตีทางไซเบอร์ต่อองค์กรมุสลิมที่เขามองว่านอกรีต และวางแผนใช้มีดโจมตีกลุ่มคนในสิงคโปร์ที่มีแนวคิดไม่ตรงกับตน.
ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนถึงแนวคิด Composite Violent Extremism (CoVE) หรือความสุดโต่งที่นิยมความรุนแรงแบบผสมผสาน ซึ่งผู้รับสารจะเลือกหยิบยกความเชื่อจากแหล่งดิจิทัลที่หลากหลายมาประกอบกันเป็นความเชื่อสุดโต่งเฉพาะตัว
นอกจากนี้ ผู้เขียนได้ใช้กรอบแนวคิด 3 มิติ เพื่ออธิบายว่าโลกดิจิทัลเข้ามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความเชื่อทางศาสนาจนนำไปสู่แนวคิดสุดโต่งได้อย่างไร ซึ่งได้แก่
1) ตัวตน (Identity) ในอดีต อัตลักษณ์ทางศาสนามักส่งต่อผ่านครอบครัวหรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แต่ในโลกดิจิทัล อัตลักษณ์ถูกปรับแต่งโดยอัลกอริทึมที่เนื้อหาสุดโต่งจะพุ่งเป้าไปที่ความรู้สึกเจ็บปวด คับแค้นใจ หรือความไม่ยุติธรรมส่วนบุคคล ทำให้ผู้เสพเกิดความรู้สึกร่วมอย่างรุนแรง และถูกดึงเข้าไปอยู่ในห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ที่คัดกรองเฉพาะข้อมูลที่ตรงกับอารมณ์ความรู้สึกของตน โดยไม่มีกลไกตรวจสอบความถูกต้อง
2) อำนาจและอิทธิพลทางความคิด (Authority) อินเทอร์เน็ตช่วยทลายโครงสร้างความน่าเชื่อถือแบบเดิม ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่มีใบรับรองการเป็นครูสอนศาสนา แต่มีทักษะการพูดและมีเสน่ห์ดึงดูด สามารถสถาปนาตนเองเป็น “ผู้นำทางความคิด” และเผยแพร่แนวคิดสุดโต่งได้อย่างกว้างขวาง
3) ชุมชน (Community) ชุมชนศาสนาเปลี่ยนจากการรวมตัวในเชิงพื้นที่ไปสู่ชุมชนทางอุดมการณ์ โลกออนไลน์ช่วยทลายข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทำให้ผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่งสามารถค้นหาและสร้างเครือข่ายความเชื่อเดียวกัน เกิดความรู้สึกเป็นปึกแผ่นร่วมกัน ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การแบ่งขั้วที่รุนแรงและเป็นรากฐานของการก่อความรุนแรงในโลกจริง
บทความนี้ได้เสนอแนวทางการรับมือและแก้ปัญหานี้ โดยผู้นำศาสนาและชุมชนจำเป็นต้องดึงมิติทั้ง 3 ด้าน ) กลับมาใช้ในทางที่สร้างสรรค์ ผ่านมาตรการเชิงรุก ได้แก่
1) การสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อให้ประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์และประเมินเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงได้อย่างเท่าทันก่อนที่แนวคิดสุดโต่งจะฝังรากลึก
2) การสร้างพื้นที่ชุมชนที่ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความใส่ใจ (Empathy and Care) เพื่อตอบสนองความต้องการความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (Belonging) ของเยาวชนที่เปราะบาง โดยไม่จำเป็นต้องหันไปพึ่งพากลุ่มอุดมการณ์สุดโต่ง
3) การเผยแพร่เนื้อหาเชิงบวกโดยสถาบันศาสนา ผู้นำศาสนาต้องสร้างการรับรู้ทางออนไลน์อย่างแข็งขัน นำเสนอหลักคำสอนที่เน้นสันติภาพและความประนีประนอม เพื่อเป็นทางเลือกและคานอำนาจกับคำสอนที่สุดโต่ง
ความท้าทายสำคัญ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ มักเอื้อให้เนื้อหาเชิงลบหรือรุนแรงได้รับความสนใจและยอดการเข้าถึงมากกว่า ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันและแนะนำเนื้อหาเชิงบวกสู่สังคม อย่างไรก็ดี โลกดิจิทัลไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายโดยธรรมชาติ แต่เป็นกระจกเงาและเครื่องขยายเสียง หากสังคมเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้เสพสื่อที่ตั้งรับ” ไปสู่ “ผู้ใช้งานอย่างมีสติและตั้งใจ” เทคโนโลยีจะกลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจอันดี การยึดมั่นในความสายกลาง และการปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ







