![]()

จนถึง 17 สิงหาคม 2569 ยังไม่มีความคืบหน้าในสันติภาพ หรือทางออกในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 แม้มีรายงานว่าปากีสถานกับกาตาร์ยังคงเป็นตัวกลาง และพยายามให้มีการเจรจาในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน บันทึกความเข้าใจที่ตกลงกัน และลงนามกันทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหยุดยิง และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ กลางมิถุนายน 2569 เป็นเวลา 60 วัน ก็สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อ 17 สิงหาคม 2569
สำหรับสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงนี้ ก็เป็นการตอบโต้กันไปด้วยคำพูดที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อระหว่างกัน และเพิ่มขึ้นจากการข่มขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการยกระดับขึ้นเป็นการเป็นเจ้าของ โดยประธานาธิบดีนัลด์ ทรัมป์ เป็นฝ่ายจุดประเด็นนี้ขึ้นมาด้วยการระบุเมื่อ 15 สิงหาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้ครอบครองช่องแคบฮอร์มุซ และจะเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ในไม่ช้านี้ ซึ่งอิหร่านก็ตอบโต้ทันทีว่า อิหร่านคือเจ้าของช่องแคบฮอร์มุชมา รวมทั้งคือผู้ที่จะปิด-เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ อิหร่านยังยืนยันเมื่อ 16 สิงหาคม 2569 ว่า ได้ตกลงกับโอมานเรียบร้อยแล้วเกี่ยวกับเรื่องเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และจะหารือกันเพิ่มเติมต่อไป เพื่อกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบ แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ได้สนใจท่าทีเรื่องนี้ของอิหร่าน ยืนยันว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Kpler ซึ่งเป็นบริษัทติดตามการขนส่งทางเรือพบว่า มีเรือบรรทุกสินค้าเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 5 ลำ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากจำนวน 31 ลำ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และ 130 ลำต่อวันก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
อิหร่านยังใช้โอกาสที่บันทึกข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน หมดอายุ ประกาศว่าอิหร่านมีชัยชนะเหนือสหรัฐฯ และนายอับบาส อะราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ เมื่อ 16 สิงหาคม 2569 ว่า อิหร่านยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะรื้อฟื้นการเจรจากับสหรัฐฯ ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ด้านต่างประเทศเชื่อว่า อิหร่านจะยังจะทำให้ประเด็นขัดแย้งกับสหรัฐฯ ยืดเยื้อ เพื่อที่จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัย ในต้นพฤศจิกายน 2569 ซึ่งผลการสำรวจความนิยมต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ยังอยู่ระดับต่ำ ที่เพียงกว่าร้อยละ 30







