![]()

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจต้องใช้เวลานานที่จะยุติ หากพิจารณาจากท่าทีของสหรัฐฯ แม้จะไม่ได้ปฏิบัติการทางทหารในการโจมตีอิหร่านแล้ว กำลังเพิ่มแรงกดดันอิหร่านด้านเศรษฐกิจให้รุนแรงมากกว่าเดิม ด้วยการตัดช่องทางการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ ซึ่งสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะทำให้อิหร่านยอมเจรจากับสหรัฐฯ ประกอบกับเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 ซาอุดีอาระเบียก็ระงับความสัมพันธ์ด้านการค้า และการเงินกับอิหร่านเช่นกันจากการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธไปยังซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ดี อิหร่านซึ่งถูกสหรัฐฯ และพันธมิตรคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมานานก็ยังสามารถต้านทานสหรัฐฯ มาได้ตลอด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่อิหร่าน เมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ จะยกระดับการกดดัน และโดดเดี่ยวอิหร่าน แต่ครั้งนี้สหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปที่ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่อิหร่านทุกรูปแบบ เช่น การลักลอบขนน้ำมัน การแลกเปลี่ยนเงินตรา การถ่ายโอนพันธบัตร การใช้บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือขนส่งทางพาณิชย์ และบริษัทบังหน้า นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีเจ.ดี.แวนซ์ ของสหรัฐฯ เชื่อว่า สงครามเศรษฐกิจต่ออิหร่านครั้งใหม่นี้ จะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มจะใช้พันธมิตรเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับศัตรู หรือฝายตรงข้ามมากขึ้น อิหร่านก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง โดยนายสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตอบรับมาตรการยกระดับการกดดันอิหร่าน ด้วยการระบุเมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ว่า ทั้งประเทศที่เป็นพันธมิตร และคู่แข่งของสหรัฐฯ ต้องให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการยกระดับการกดดันอิหร่าน รวมทั้งยังใช้คำพูดในทำนองที่ว่าประเทศเหล่านี้จะต้องเลือกอยู่ข้างสหรัฐฯ หรือฝ่ายตรงข้ามสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็คงการกดดันด้านความมั่นคงต่ออิหร่านในการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการส่งกองกำลังสหรัฐฯ คุ้มครองความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือเข้า-ออก บริเวณตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดแนวชายฝั่งโอมาน แม้กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่ประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกำลังพลรวม 5,000 นาย และร่วมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ได้เดินทางกลับสหรัฐฯ แต่กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington ก็เดินทางถึงภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วเมื่อ 19 สิงหาคม 2569







