![]()

สงครามระหว่างสหรัฐฯ -อิหร่านที่เริ่มตั้งแต่ปฏิบัติการ Operation Epic Fury เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงสร้างความไม่แน่นอน และความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง ที่สำคัญคือคาดการณ์ยากว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร และอย่างไร เพราะแม้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จะมีการเปลี่ยนแปลง และมีการผลักดันการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงหยุดยิงแล้วโยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง แต่สหรัฐฯ ยังไม่ยุติการกดดันอิหร่านให้ยอมแพ้ หรือยอมรับว่าจะต้องยุติการพัฒนานิวเคลียร์
ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 30 เมษายน 2569 ยืนยันว่าจะคงกองเรือไว้ในอ่าวโอมาน เพื่อกดดันอิหร่าน และต้องการทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมดที่อิหร่านวางไว้ในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านเองก็ตอบโต้ และไม่จำนนกับคำขู่ของสหรัฐฯ พร้อมกับยืนยันกับทั่วโลกว่ารัฐบาลมีเอกภาพ มีกำลังทหาร มีอาวุธจำนวนมากพอที่จะต้านทานการโจมตีและแรงกดดันจากสหรัฐฯ
แม้ว่าสงครามนี้จะคาดการณ์ได้ยากว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร อย่างไร และรูปแบบใด บทความนี้ขอเสนอมุมมองเกี่ยวกับจุดสิ้นสุดสงคราม โดยใช้ “ทฤษฎีเกม” หรือ Game Theory เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของสงครามและสถานการณ์ที่ทั่วโลกจะพบเจอต่อไปในปี 2569……..
ทฤษฎีเกม หรือ Game Theory เป็นวิธีการวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อทำนายความเคลื่อนไหวของผู้เล่น (players) ในเกมที่มีกลยุทธ์ (strategy) และมีปฏิสัมพันธ์ (relationship) วิธีการดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการีและชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน เป้าหมายของผู้เล่นในทฤษฎีนี้ คือ การรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนเองให้ได้มากที่สุด ที่ผ่านมา ทฤษฎีเกมเป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่สามารถใช้วิเคราะห์ได้ทั้งเศรษฐศาสตร์ การทำธุรกิจ ตลาด และรัฐศาสตร์ เพราะผู้เล่นอาจหมายถึง “รัฐ” ที่ต้องตัดสินใจแสดงพฤติกรรมระหว่างทำสงครามหรือเอาตัวรอดจากความขัดแย้งด้วย..
บทความนี้จึงขอเน้นใช้ทฤษฎีเกม โดยกำหนดให้มีผู้เล่น 2 ฝ่าย เพื่ออธิบายการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ กับฝ่ายอิหร่าน ที่ดูเหมือนว่ากำลังใช้ทุกวิธีการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนเอง……
ผลประโยชน์ของผู้นำสหรัฐฯ ได้แก่ ความนิยมทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งทั่วไปกลางสมัยใน พฤศจิกายน 2569 ด้วยการสร้างตำนานผู้นำที่ทำให้สหรัฐฯ กลับไปเป็นมหาอำนาจด้านการทหารที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง การกำจัดภัยคุกคามจากอิหร่านที่เป็นคู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ มาโดยตลอด และการได้ครอบครองผลกำไรจากการค้าพลังงานและอาวุธ เนื่องจากสงครามครั้งนี้ เป็นโอกาสให้ทั่วโลกต้องลงทุนกับมาตรการป้องกันประเทศ รวมทั้งต้องการแหล่งพลังงานทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง…ส่วนผลประโยชน์ของฝ่ายอิหร่าน ได้แก่ ความสามารถในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเอาไว้ต่อรอง สิทธิ์อันชอบธรรมในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เพื่อค้ำประกันความมั่นคงในประเทศ การเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง และระบอบการปกครองที่มีเสถียรภาพระยะยาว
“ผลประโยชน์” เหล่านี้ถูกนำไปร้อยเรียงเป็นข้อเสนอและเงื่อนไขในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ด้วยความที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน (mutual interest) ทำให้การเจรจาเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์มีอุปสรรคอย่างมาก แม้ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่าน ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าต้องการสันติภาพ แต่ไม่มีฝ่ายใดยินยอมประนีประนอมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสู่สันติภาพได้เลย …และเมื่อสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่มีมุมมองว่าควรจะร่วมมือกัน ดังนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายจึงประเมินว่า สงครามรอบนี้ เป็นเกมที่ผลลัพธ์ (payoff) ต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะ ไม่สามารถหาจุดที่จะชนะร่วมกันได้ (win-win) แม้วานานาชาติจะเรียกร้องคู่ขัดแย้งให้ยุติสงครามโดยเร็วก็ตาม
ดังนั้น จาก 2 ปัจจัยเบื้องต้น คือ 1) ผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว และ 2) อุดมการณ์และประสบการณ์ของผู้นำประเทศของคู่ขัดแย้งที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม และสายเหยี่ยว (Hawkish) หรือนิยมการใช้มาตรการแข็งกร้าวเพื่อแสดงอำนาจในเวทีระหว่างประเทศทั้งคู่ ทำให้การตัดสินใจของคู่ขัดแย้ง มีแนวโน้มไปในทิศทางที่จะไม่ร่วมมือกัน (noncooperative) พฤติกรรมของทั้ง 2 ฝ่ายทำให้ความไว้วางใจระหว่างกันตกต่ำลงเรื่อย ๆ เพิ่มความตึงเครียด และความไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในเกมนี้ยังมีปัจจัยไม่แน่นอน ที่อาจส่งผลต่อรูปแบบและผลลัพธ์ของสถานการณ์นี้ได้ คือการตั้งคำถามที่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันได้ว่า “จริง ๆ แล้ว สหรัฐฯ กับอิหร่าน กำลังร่วมมือกันปั่นราคาน้ำมันโลกหรือไม่!?” หรือ “จริง ๆ แล้ว สหรัฐฯ กับอิหร่าน กำลังร่วมมือกันยื้อสงคราม เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศหรือไม่?!” …เพราะปัจจุบัน เริ่มปรากฏกระแสวิจารณ์เชิงทฤษฎีสมคบคิด ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านอาจจะมีการตกลงกันเบื้องหลัง เพื่อทำให้สงครามครั้งนี้เปลี่ยนแปลงโลกในไปทิศทางที่ตอบสนองผลประโยชน์ของตนเอง เช่น ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปั่นราคาหุ้นและฟื้นฟูอุตสาหกรรมอาวุธ
จากปัจจัยและรูปแบบเกมดังกล่าว ทำให้อาจประเมินได้ว่า…จุดสิ้นสุดของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านรอบนี้ เมื่อใช้เครื่องมือ Matrix with Saddle Point ในทฤษีเกม ที่ประเมินผลลัพธ์และความเป็นไปได้ 9 รูปแบบที่ผู้เล่นจะตัดสินใจ ไม่ว่าจะร่วมมือหรือสนับสนุนกัน (support) ต่อต้านหรือเห็นต่างกัน (oppose) หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลบเลี่ยง (evade) …เราพบความเป็นไปได้สูงว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังตัดสินใจกำหนดท่าทีเห็นต่างกันทั้งคู่ ทำให้ความสัมพันธ์อยู่ในกรอบ “จุดอานม้า” หรือ Saddle Point ที่ไม่มีใครอยากเปลี่ยนการตัดสินใจ ทำให้ผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายมีโอกาสเจอผลลัพธ์ 3 อย่าง ได้แก่ 1) เป็นฝ่ายชนะ รักษาผลประโยชน์ได้มากกว่า 2) คาราคาซัง ตกลงกันไม่ได้ ต้องอยู่ในเกมต่อไป และ 3) เป็นฝ่ายแพ้ รักษาผลประโยชน์ได้น้อยกว่า
มีความเป็นไปได้สูงที่จุดสิ้นสุดของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านรอบนี้ จะอยู่ในกรอบ “คาราคาซัง” ไม่มีการทำข้อตกลงที่พึงพอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย เพราะผู้เล่นมีมุมมองว่าเกมนี้ต้องได้รับชัยชนะ และฝ่ายตรงข้ามต้องยอมแพ้เท่านั้น เท่ากับว่า สงครามรอบนี้จะกลายเป็น frozen conflict โดยสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจใช้กำลังทหารตอบโต้ระหว่างกันน้อยลง แต่ยังคงตอบโต้ดันด้วยการทูตและเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เพื่อกดดันฝ่ายตรงข้ามให้ยอมรับเงื่อนไขสู่การปรับปรุงความสัมพันธ์ หรือบรรเทาความตึงเครียด ….ขณะที่ทั่วโลกจะถูกทำให้เป็นผู้เล่นในเกมที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ หรือ Games of imperfect information เพราะคาดการณ์ยากว่า คู่ขัดแย้งทั้ง 2 จะมีพฤติกรรมอย่างไรต่อไป หรือจะใช้วิธีการใดเพื่อเพิ่มแรงกดดันให้กับฝ่ายตรงข้าม
ทั้งนี้ ไม่ว่าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านจะมีจุดสิ้นสุดแบบใด และทฤษฎีเกมจะสามารถใช้ในการคาดเดาการตัดสินใจเชิงนโยบายของสหรัฐฯ กับอิหร่านได้หรือไม่ ไท ต้องติดตามและพยายามรักษาช่องทางสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประชาคมโลก และในประเทศกันอย่างใกล้ชิดในทุกมุมมอง เพราะการรู้ข้อมูลมีแนวโน้มจะนำไปสู่การตัดสินใจเพื่อร่วมมือกัน รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในหลากหลายมิติ โดยอาจใช้ทฤษฎีเกมไปเป็นเครื่องมือในการประเมินได้ เนื่องจากทฤษฎีนี้มีวิธีการที่หลากหลาย อาจได้ผลผลัพธ์ที่น่าสนใจและเป็นทางเลือกใหม่ ๆ ให้ประชาคมระหว่างประเทศ รวมทั้งไทย ได้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความมั่นคงระดับโลก







