![]()

หลังจากต้องพลาดหวังจากการแข่งขันอย่างดุเดือดในการสอบเข้าเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาระหว่างนักศึกษาจีนด้วยกัน หลายคนที่ไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาเอกชนในจีน เลือกที่จะเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยประเทศนอกสายตา เช่น ประเทศตามแนวเส้นทาง BRI ดูจะเป็นที่นิยมของนักศึกษาจีนมากขึ้น ด้วยค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพที่รับได้ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งความแตกต่างด้านภาษา สภาพแวดล้อม วิถีชีวิต ระบบการศึกษา รวมทั้งยังไม่มีหลักประกันความก้าวหน้าหรือโอกาสการทำงานหลังเรียนจบ
แต่ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยในประเทศเหล่านั้นจะเป็นตัวเลือกสำหรับนักศึกษาจีน เนื่องจากการสมัครเข้าศึกษาต่อต้องตรวจสอบว่าสถาบันการศึกษานั้น ๆ ได้รับการยอมรับจากศูนย์บริการแลกเปลี่ยนทางวิชาการของจีน (Chinese Service Center for Scholarly Exchange-CSCSE) ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทำหน้าที่ในการรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศหรือไม่ เนื่องจากหากสถาบันการศึกษาที่เลือกเรียนต่อ CSCSE ไม่ให้การยอมรับ จะมีผลต่อโอกาสการทำงานในจีน นอกจากนี้ ผู้เรียนและผู้ปกครองยังต้องพิจารณาความพร้อมด้านค่าใช้จ่ายในการเรียนและค่าครองชีพในประเทศนั้น ๆ ซึ่งก็ไม่ต่างจากนักศึกษาในประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการเรียนต่อในต่างประเทศ
ในห้วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาจีนเลือกจะไปศึกษาต่อในประเทศตามแนวเส้นทาง BRI เพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียกลางที่อยู่ไม่ห่างจากจีน เช่น คาซัคสถาน เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและผู้ปกครองชาวจีนได้ไม่น้อย ทั้งค่าใช้จ่าย บรรยากาศการเรียน เงื่อนไขและการกำหนดคุณสมบัติการเข้าศึกษาต่อ รวมทั้งมีหลักสูตรเตรียมความพร้อมทางภาษาก่อนศึกษาต่อในสาขาที่ต้องการ โดยรายงานประจำปีว่าด้วยการพัฒนาการศึกษาต่อในต่างประเทศของนักศึกษาจีน ของ Center for China and Globalization ที่เผยแพร่เมื่อเมษายน 2568 ระบุว่า ปลายทางที่นักศึกษาจีนเลือกจะไปศึกษาต่อมีความหลากหลายกระจายอยู่ตามแนวเส้นทาง BRI รวมทั้งยังทำให้นักศึกษาจีนเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติลำดับต้น ๆ ใน 24 ประเทศตามแนวเส้นทางดังกล่าว
นอกจากค่าใช้จ่ายในการเรียนและค่าครองชีพที่น้อยกว่าจีน อีกปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาจีนเลือกที่จะไปศึกษาต่อในประเทศตามแนวเส้นทาง BRI คือ ระยะเวลาการเรียนที่สั้นกว่าในจีน เช่น คาซัคสถานใช้เวลาเรียนปริญญาโทเพียง 1 ปี จึงไม่แปลกที่จะมีนักศึกษาจีนในคาซัคสถานมากขึ้น สำนักข่าว Kazinform ของคาซัคสถาน ระบุว่าเมื่อปี 2568 มีนักศึกษาต่างชาติในคาซัคสถาน 35,075 คน เป็นนักศึกษาจีนมากที่สุด ขณะเดียวกัน การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศเหล่านั้นที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดให้นักศึกษาจีนเลือกที่จะเข้าไป ประกอบกับประเทศเหล่านั้นก็ต้องการนักศึกษาจีน ด้วยหวังประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งในขณะเรียนและทำงานต่อหลังสำเร็จการศึกษา
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับปลายทางของนักศึกษาจีน…..
ได้รับความนิยมจากนักศึกษาจีนเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซีย ที่ได้รับความนิยมจากนักศึกษาต่างชาติเป็นอย่างมากไม่เฉพาะจากจีน โดยเมื่อปี 2568 มีนักศึกษาต่างชาติในมาเลเซียประมาณ 250,000 คน เฉพาะจากจีน มีเกือบ 30,000 คน การตัดสินใจสมัครเข้าศึกษาต่อในมาเลเซียของนักศึกษาต่างชาติส่วนหนึ่งเป็นผลจากอันดับมหาวิทยาลัยของมาเลเซียที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเรียนและค่าครองชีพน้อยกว่าสถาบันการศึกษาในประเทศชั้นนำ ในส่วนของนักศึกษาจีนยังมีปัจจัยส่งเสริมจากการเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของมาเลเซีย ที่ทำให้ดึงดูดนักศึกษาจีนได้ไม่ยาก เนื่องจากมีชุมชนชาวจีนในมาเลเซีย การเข้ามาใช้ชีวิตและการปรับตัวของนักศึกษาจีนจึงไม่ลำบากจนเกินไป อีกทั้งยังไม่มีอุปสรรคทางภาษา
ไทยได้รับความนิยมจากนักศึกษาจีนไม่น้อย ข้อมูลจากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า นักศึกษาจีนเป็นกลุ่มนักศึกษาจากต่างชาติที่เข้ามาเรียนในไทยมากที่สุด เมื่อปี 2567 มีจำนวนรวม 28,052 คน โดยมีแรงดึงดูดไม่ต่างจากประเทศตามแนวเส้นทาง BRI อื่น ๆ ทั้งค่าใช้จ่ายในการเรียนและค่าครองชีพที่ไม่สูง ประกอบกับยังมีจุดเด่นที่อยู่ไม่ไกลจากจีน สภาพแวดล้อมและสังคมไม่แตกต่างมาก สถาบันการศึกษามีคุณภาพ นโยบายส่งเสริมความร่วมมือของทั้งสองประเทศในด้านเศรษฐกิจและการศึกษา จึงทำให้มีนักศึกษาจีนในไทยเพิ่มขึ้น จนเกิดกระแสห่วงกังวลผลกระทบจากจำนวนนักศึกษาจีนที่เพิ่มขึ้น การเข้ามาลงทุนหรือซื้อกิจการสถาบันการศึกษาของจีนในไทย
ความต้องการแสวงหาที่เรียนต่อและประสบการณ์ใหม่ในต่างประเทศของนักศึกษาจีนจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาจีนยังคงเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติอันดับหนึ่งในหลายประเทศตามแนวเส้นทาง BRI ซึ่งก็จะเป็นแหล่งรายได้ให้ประเทศปลายทางไม่ต่างจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีน แน่นอนว่าการเข้ามาของนักศึกษาต่างชาติไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือชาติใด จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าบ้านจะบริหารจัดการ ปิดจุดอ่อน และป้องกันปัญหาจากการเข้ามาได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งไม่ทำให้การปิดจุดอ่อนกลายเป็นการปิดโอกาสที่เกี่ยวเนื่องตามมา เช่น การพัฒนาหลักสูตรและระบบการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อม ๆ กับการยกระดับระบบการศึกษาทั้งการพัฒนาหลักสูตรและศักยภาพของผูเรียนในประเทศ
ในอนาคต การศึกษาจะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งของโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่ต่อยอดความนิยมของนักศึกษาต่างชาติด้วยการดึงมหาวิทยาลัยต่างชาติทั้งจากสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และจีนเข้ามาตั้งสาขาในประเทศ เพื่อดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้นและปูทางสำหรับการเป็นศูนย์กลางการศึกษา ซึ่งไม่เพียงจะสร้างรายได้จากผู้เข้ามาศึกษาต่อ แต่จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่อาจทำให้มาเลเซียมีแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้น







