![]()

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนจะต้อนรับและพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระหว่าง 13-15 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงปักกิ่ง แวดวงการเมืองเวทีระหว่างประเทศให้ความสนใจกรณีดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการหารือครั้งแรกระหว่าง 2 ผู้นำประเทศมหาอำนาจในช่วงที่สถานการณ์ระหว่างประเทศเผชิญความขัดแย้งและความตึงเครียดทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ประเมินว่าผู้นำทั้ง 2 ประเทศต้องการให้การพบหารือครั้งนี้มีผลลัพธ์เป็นเชิงบวกต่อความมั่นคงทั้งภายในประเทศและในระดับโลก
ผู้นำจีนอาจเป็นฝ่ายได้เปรียบในการทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เห็นว่าจีนสามารถเป็นประเทศที่โน้มน้าวอิหร่านให้ยุติสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ แลกเปลี่ยนกับให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการกดดันทางการค้าและการกีดกันเทคโนโลยีของจีน ด้านผู้นำสหรัฐฯ จะใช้การเยือนครั้งนี้เป็นผลงานการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยคาดว่าจะเน้นย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำจีน เพื่อให้ภาพลักษณ์ผู้นำสหรัฐฯ มีลักษณะเป็น “นักเจรจา” ซึ่งสามารถจัดการปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้
ผู้นำจีนและผู้นำสหรัฐฯ เคยพบหารือกันแล้วอย่างน้อย 6 ครั้ง ที่สหรัฐฯ เยอรมนี จีน อาร์เจนตินา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศประเมินว่า ปัจจุบันท่าทีจีนแข็งกร้าวและมีอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้นำสหรัฐฯ อาจเผชิญความท้าทายในการกดดันจีนให้ดำเนินนโยบายตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
สำหรับประเด็นสำคัญในการพบหารือระหว่างผู้นำ 2 ประเทศมหาอำนาจที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลต่อบรรยากาศความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคตต่อไป ได้แก่ 1) การปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ -จีน แม้ว่าจะมีรูปแบบความสัมพันธ์แบบเป็นคู่แข่งกันทั้งด้านยุทธศาสตร์มหาอำนาจและการขยายอิทธิพล แต่ทั้ง 2 ประเทศอาจสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือร่วมมือกันในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันได้ เฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการลักลอบค้ายาเสพติด 2) ท่าทีของสหรัฐฯ กับจีนต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก 3) ท่าทีสหรัฐฯ กับจีนต่อสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของจีนที่ไม่พอใจกรณีสหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวันเพิ่ม 4) จีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายหรือยกเลิกนโยบายการค้าที่กีดกันการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีน เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจ “new productive forces” ที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมาก และ 5) มุมมองของชาวอเมริกันและชาวจีนต่อการพบหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งคาดหวังให้ผู้นำประเทศปกป้องผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสถานะมหาอำนาจ
ชาวจีนในสื่อสังคมออนไลน์เชื่อว่าบทบาทของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้จีนยิ่งใหญ่มากขึ้น และตั้งฉายาให้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “Chuan Jianguo” หรือผู้สร้างชาติจีน เนื่องจากนโยบาย America First ของผู้นำสหรัฐฯ ทำให้สถานะการเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลง ขณะเดียวกันกลับเป็นผลดีต่อจีน







