![]()

กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (US Central Command) เปิดเผยเมื่อ 25 พฤษภาคม 2569 ว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งใหม่ต่อฐานที่ตั้งขีปนาวุธของอิหร่านและเรือรบของอิหร่านที่กำลังพยายามวางทุ่นระเบิด ในเมือง Bandar Abbas ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศ และเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือของอิหร่าน มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยังยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องความปลอดภัยของกองทัพสหรัฐฯ ที่เสี่ยงเผชิญอันตรายและภัยคุกคามจากกอิหร่านมากขึ้น พร้อมย้ำว่าปัจจุบัน กองทัพสหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นหลักการป้องกันตนเอง และปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง
หน่วยความมั่นคงอิหร่านอยู่ระหว่างการสืบสวนและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการโจมตี และยังไม่ปฏิบัติการตอบโต้สหรัฐฯ โดยตรง ทั้งนี้ นานาชาติให้ความสนใจว่าเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้จะกระทบกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านหรือไม่ เนื่องจากการโจมตีมีขึ้นระหว่างที่สหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผู้แทนไปกรุงโดฮา กาตาร์ เพื่อเจรจาบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูความไว้วางใจและสันติภาพ โดยมีการเปิดเผยรายละเอียดว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน รวมทั้งจะเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเดินเรือได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า อายะตุลลอฮ์ มอจญ์ตะบา คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้ความสำคัญกับการซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ทราบตำแหน่งที่อยู่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กระบวนการตัดสินใจและการเจรจากับสหรัฐฯ ล่าช้า เนื่องจากอิหร่านต้องรักษาความปลอดภัยของผู้นำสูงสุดอย่างเต็มที่ ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า อายะตุลลอฮ์ มอจญ์ตะบา คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านไม่เห็นด้วยที่ยูเรเนียมสมรรถนะสูง (Highly Enriched Uranium-HEU) ของอิหร่านที่เก็บสำรองไว้ ไม่ควรถูกขนย้ายออกนอกประเทศตามข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจมีการระบุไว้ในข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน
การโจมตีครั้งล่าสุดจะไม่เป็นผลดีต่อมุมมองของอิหร่านต่อสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการครั้งนี้อาจเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านต้องเร่งพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อนำไปสู่การหยุดยิง นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและยุทธวิธีทางทหารของสหรัฐฯ มีมุมมองว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดนี้อาจเป็นการ “ทดสอบ” ขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านเองก็ทดสอบปฏิกิริยาตอบโต้ของสหรัฐฯ เช่นกัน เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายกำหนด “เส้นแดง” ไว้ชัดเจนก่อนหน้านี้ ว่าสหรัฐฯ จะโจมตีทันที หากพบว่าอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มเติม
สถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องและการเจรจาที่ไม่แน่นอน ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันโลกจะยังผันผวนและอาจอยู่ในระดับราคามากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อีกหลายปี เนื่องจากปัจจัยความไม่มั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ ความล่าช้าในการฟื้นฟูและหาอุปทานน้ำมันโลกแห่งใหม่ ซึ่งสภาวะดังกล่าวจะเท่ากับเป็น “uncharted territory” หรือสถานการณ์ที่ทั่วโลกไม่เคยเผชิญมาก่อน นอกจากนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IAEA) เตือนแนวโน้มราคาน้ำมันโลกอาจปรับสูงขึ้นถึง 120-150 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในห้วง กรกฎาคม-สิงหาคม 2569 เป็นจุดวิกฤต หรือ red zone เนื่องจากปริมาณน้ำมันในคลังสำรองลดลงต่อเนื่อง







