![]()

อาเซียนกำลังปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ของสถาบัน International Institute for Strategic Studies (IISS) สถาบันวิจัยและคลังสมองชั้นนำของโลกด้านความมั่นคง เรื่อง ASEAN’s critical minerals and industrial-upgrade dilemma โดยเผยแพร่เมื่อ 5 มิถุนายน 2569
อาเซียนกำลังปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ เนื่องจากประเทศสมาชิก เฉพาะอย่างยิ่งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีทรัพยากรแร่ธาตุ (เช่น นิกเกิล ดีบุก ทองแดง และแร่หายาก) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก อาเซียนมีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านบทบาทจากการเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบต้นน้ำ (Upstream) ไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในอุตสาหกรรมการแปรรูปและการผลิตขั้นปลายน้ำ (Downstream) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน พลังงานหมุนเวียน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยได้มีการกำหนดแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านแร่ธาตุของอาเซียน ปี 2569-2573 เพื่อส่งเสริมการบูรณาการในระดับภูมิภาค
แม้อาเซียนจะมีโอกาส และมีเป้าหมายที่ชัดเจนข้างต้น แต่ก็เผชิญความท้าทาย และข้อจำกัด ได้แก่ การต้องพึ่งพาทางเทคโนโลยีและกลุ่มทุนข้ามชาติ เฉพาะอย่างยิ่งจากจีน เนื่องจากการยกระดับสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้นต้องอาศัยเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นกลาง ซึ่งปัจจุบันจีนครอบครองกำลังการกลั่นแร่หายากกว่า ร้อยละ 90 และการผลิตลิเธียมและโคบอลต์ ร้อยละ 60-70 ของโลก นอกจากนี้ กลุ่มทุนจีนยังควบคุมกำลังการกลั่นนิกเกิลในอินโดนีเซียสูงถึงร้อยละ 75 ความพยายามยกระดับอุตสาหกรรมของอาเซียนจึงอาจส่งผลให้ภูมิภาคต้องพึ่งพากำลังการผลิตและระบบนิเวศการแปรรูปของจีนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ อาเซียนยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของอุปทานอยู่ในพื้นที่บางประเทศ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ทำให้อาเซียนมีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาความชะงักงันทางการผลิต หากเกิดความผันผวนทางตลาดหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ อาเซียนยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและเงินทุน การสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุแบบครบวงจรต้องใช้เงินลงทุนระยะยาวและมีระยะเวลา ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนยังอยู่ในช่วงพัฒนา จึงจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกทั้งจากจีน และความช่วยเหลือใหม่ ๆ จากประเทศพันธมิตรตะวันตกอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB)
ข้อจำกัดของอาเซียนยังจะเกิดจากภาวะแตกกระจายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economic Fragmentation) ที่เกิดขึ้นภายใต้สภาวะการแข่งขันของมหาอำนาจในการสร้างห่วงโซ่อุปทานทางเลือก อาเซียนต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาเอกภาพระดับภูมิภาค สมาชิกแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมและทิศทางนโยบายต่างประเทศที่แตกต่างกัน บางประเทศอาจเลือกที่จะบูรณาการเข้ากับกรอบความร่วมมือที่นำโดยสหรัฐฯ ในขณะที่บางประเทศยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างแนบแน่น รวมถึงยังมีความท้าทายจากการที่สมาชิกแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนโดยตรง
ดังนั้น ความสำเร็จของอาเซียนในการนำทรัพยากรแร่ธาตุมาเป็นรากฐานในการยกระดับอุตสาหกรรมในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณทรัพยากรที่ครอบครองเพียงอย่างเดียว แต่ท้ายที่สุดแล้วจะถูกกำหนดโดยปัจจัยที่ว่า “ใคร” จะเป็นผู้ลงทุนสนับสนุนเทคโนโลยี เป็นผู้แปรรูปวัตถุดิบ และเป็นผู้บูรณาการภูมิภาคนี้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์ยุคใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์







