![]()

ความตึงเครียดจากการปะทะทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้บรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดสูง ภายหลังมีรายงานเมื่อ 9 มิถุนายน 2569 ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านปะทะกันต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ต้องการตอบโต้อิหร่าน กรณียิงเฮลิคอปเตอร์รุ่น Apache ของสหรัฐฯ ระหว่างปฏิบัติการลาดตระเวนในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ 8 มิถุนายน 2569 จากนั้นกองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ของสหรัฐฯ จึงใช้การตอบโต้แบบได้สัดส่วน (proportional response) เป็นระยะเวลา 3 ชั่วโมง โจมตีมุ่งทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ รวมทั้งศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน และศูนย์ควบคุมเรดาร์สอดแนมของอิหร่าน ที่อยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านกองกำลังพิทักษณ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ นั้น ชั่วร้าย ส่งผลให้ระบบการโทรคมนาคมของอิหร่านบางส่วนได้รับความเสียหาย และต้องตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ จำนวน 21 แห่งที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน และคูเวต อย่างไรก็ตาม คูเวตระบุว่าสามารถสกัดกั้นการโจมตีได้ทั้งหมด
ปัจจุบันสหรัฐฯ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่จำนวน 2 นาย ที่ปฏิบัติการในเฮลิคอปเตอร์ได้แล้ว โดยใช้อากาศยานไร้คนขับในภารกิจช่วยเหลือ พร้อมกับชี้แจงว่า อิหร่านใช้โดรนในการโจมตีเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ด้านอิหร่านยังไม่ยืนยันว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านให้ความคิดเห็นว่าเจ้าหน้าที่ต่างประเทศที่ปฏิบัติภารกิจทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจสร้างความผิดพลาดและความเสี่ยงอันตรายด้วยตนเอง ดังนั้น หากสหรัฐฯ ต้องการให้เจ้าหน้าที่อเมริกันปลอดภัย ก็ควรเร่งถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางทันที
การปะทะครั้งล่าสุดส่งผลเสียต่อบรรยากาศการเจรจาสันติภาพ แม้ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีผู้แทนเจรจาเพื่อทำข้อตกลงระหว่างกัน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้นาย Mohammad Baqer Qalibaf ผู้แทนการเจรจาฝ่ายอิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อน ดังนั้น อิหร่านอาจต้องเปลี่ยนแนวทางแก้ไขความขัดแย้ง จากการใช้ช่องทางการทูตเป็นวิธีการอื่น ๆ นอกจากนี้ อิหร่านยังไม่พอใจสหรัฐฯ กรณีปล่อยให้อิสราเอลโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าสมรภูมิในเลบานอนมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของอิหร่านเช่นกัน และอิหร่านอาจพิจารณาโจมตีอิสราเอลเพื่อปกป้องชาวมุสลิมในเลบานอนด้วย
ผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคตะวันออกกลางประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งรอบนี้ ประกอบกับเป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ต้องการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคใหม่ อาจทำให้เกิดวิกฤตยาวนาน หรือ permacrisis ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ นโยบายการทหารของผู้นำสหรัฐฯ กับอิสราเอล และขีดความสามารถในยุทธศาสตร์การรบของอิหร่านกับกองกำลังติดอาวุธทั่วภูมิภาค ปัจจุบัน สหรัฐฯ กับอิสราเอลยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด หลักฐานสำคัญ คือ กรณีเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ตกในช่องแคบฮอร์มุซ และยังไม่สามารถกดดันอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพได้ ซึ่งถือว่าสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อสหรัฐฯ ตลอดจนทำให้สหรัฐฯ ยังไม่สามารถหาทางออกหรือจุดสิ้นสุดในการทำสงครามกับอิหร่านได้







