![]()

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 15 มิถุนายน 2569 แสดงความเชื่อมั่นว่าจะบรรลุการเจรจาข้อตกลง หรือ MoU กับอิหร่าน แม้ว่าจะยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด เนื่องจากตัวแทนของทั้ง 2 ประเทศยังอยู่ระหว่างการจัดทำเนื้อหาในข้อตกลง ที่จะเป็นกรอบกำหนดให้ทั้ง 2 ฝ่ายปฏิบัติตามและนำไปสู่ขั้นตอนการเจรจาสันติภาพในระยะยาว พร้อมกันนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นไปแล้ว โดยผู้แทนฝ่ายอิหร่าน คือ นาย Mohammad Bagher Ghalibaf ประธานรัฐสภาอิหร่าน ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ทยอยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว โดยชี้แจงว่าจะมีผลให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดทำการเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ได้ใน 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะลงนามในข้อตกลงร่วมกันที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และจะขยายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านออกไปอีก 60 วัน
แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะเชื่อมั่นในกระบวนการทำข้อตกลงระดับ MoU กับอิหร่าน เพื่อเปิดช่องทางการเจรจาอย่างเป็นทางการ ลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็น “ผลงานทางการเมือง” ที่สะท้อนว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่กดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขจากสหรัฐฯ และสร้างสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการหารือกับอิหร่าน เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเร่งหาวิธีการถอนตัวจากสงคราม เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมทั้งความมั่นคงทางการเมือง ดังนั้น มีโอกาสที่สหรัฐฯ จะไม่ประสบความสำเร็จในการกดดันอิหร่านให้ยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ตามเป้าหมาย รวมทั้งสหรัฐฯ ยังต้องทยอยยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านด้วย ทำให้สถานการณ์ในอนาคตอาจไม่แตกต่างจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ที่รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยตกลงร่วมกับอิหร่านและมหาอำนาจในยุโรป เพื่อให้อิหร่านลดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์
กรณีผู้นำสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการทำข้อตกลงกับอิหร่านในช่วงนี้ อาจเป็นไปตามหลักคิด “ทางเลือกที่ดีที่สุด” ในช่วงที่การเจรจาไม่แน่นอน หรือ Best Alternative to a Negotiated Agreement (BATNA) ซึ่งเป็นหลักคิดที่ว่าด้วยการเจรจาโดยมีแผนสำรองไว้รองรับ หากการเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ กับอิหร่านต่างฝ่ายต่างถอนตัวได้โดยไม่มีข้อผูกมัด และยังสามารถรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของชาติไว้ได้ ที่สำคัญ คือ การเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด หรือการทำข้อตกลงระดับ MoU ในช่วงนี้ เป็นผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่ายมากกว่าผลเสีย เฉพาะอย่างยิ่งผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งได้โอกาสนี้ทำให้ชาวอเมริกันและทั่วโลกเห็นว่าตนไม่ใช่ผู้ต้องการทำสงคราม และอาจปล่อยอิหร่านให้ได้เปรียบในการเจรจาไปในระยะสั้น เพราะอิหร่านมีช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวประกันสำคัญระดับโลก แต่ประธานิบดีทรัมป์จะได้โอกาสหาทางออกจากการทำสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อไปให้ความสำคัญกับประเด็นการเมืองในประเทศ
สถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางในช่วงก่อนการลงนามใน 19 มิถุนายน 2569 จึงมีความสำคัญและอาจส่งผลต่อแนวโน้มการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน เฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่งล่าสุดมีรายงานเมื่อ 16 มิถุนายน 2569 ว่า อิสราเอลกับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ปะทะและตอบโต้กันอย่างรุนแรง สะท้อนว่าอิสราเอลยังไม่พร้อมปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ไปตกลงกับอิหร่าน และอาจเป็นอุปสรรคต่อบรรยากาศการเจรจาระหว่างประเทศ







