![]()

สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อและไม่มีสัญญาณว่าจะยุติได้ในเร็ว ๆ นี้ ผลจากกรณียูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับปฏิบัติการโจมตีรัสเซียอย่างรุนแรงและต่อเนื่องตั้งแต่ 18 มิถุนายน 2569 ทั้งในพื้นที่สำคัญทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และพรมแดนระหว่างกัน ทำให้รัสเซียจำเป็นต้องตอบโต้ ปัจจุบัน พื้นที่ปะทะสำคัญอยู่ที่บริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศ ได้แก่ ภูมิภาค Leningrad ภูมิภาค Bryansk กับภูมิภาค Dnipro และมีรายงานว่าพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น โรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะและโจมตีใกล้เคียงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Zaporizhzhia ซึ่งปัจจุบันกองทัพรัสเซียควบคุมพื้นที่อยู่ด้วย
การที่ยูเครนยกระดับการโจมตีรัสเซียในห้วงนี้ อาจเป็นไปเพื่อกดดันผู้นำรัสเซียให้ยอมรับและเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่ผู้นำยูเครนเคยเสนอ เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อกว่า 5 ปี และไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของทั้ง 2 ฝ่าย นอกจากนี้ ปฏิบัติการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับของยูเครน ยังทำให้ทั่วโลก รวมทั้งรัสเซียเห็นว่ายูเครนยังมีขีดความสามารถและยุทโธปกรณ์ในการต่อสู้ เฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมอากาศยานไร้คนขับจากระยะไกล สามารถทำให้รัสเซียตกอยู่ในอันตรายและไม่ปลอดภัยได้ แม้ว่ายูเครนจะยังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ในภาคตะวันออก ที่รัสเซียควบคุมไว้ก่อนหน้านี้
รัสเซียยืนยันว่าสามารถสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับของยูเครนส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ผู้นำยูเครนประกาศชัดเจนว่ายุทธศาสตร์การต่อต้านรัสเซียต่อจากนี้ไป จะเน้นการใช้ปฏิบัติการโจมตีจากระยะไกล เพื่อกดดันรัสเซียให้ยุติสงคราม โดยเชื่อว่าการโจมตีด้วยยุทธศาสตร์นี้จะตัดเส้นทางการขนส่งด้านการทหารและพลังงานของรัสเซียได้ และจะทำให้รัสเซียไม่มีขีดความสามารถหรือความพร้อมในการปฏิบัติการเชิงรุกช่วงฤดูร้อน หรือ Summer Offensive จึงอาจเป็นโอกาสให้ยูเครนได้เปรียบในเชิงพื้นที่ พร้อมกันนี้ ผู้นำยูเครนระบุว่าการยกระดับการโจมตีครั้งใหญ่นี้เป็นไปเพื่อตอบโต้รัสเซียที่โจมตีทำลายวิหารเปเชอร์สค์ ลาฟรา ที่เป็นศาสนสถานสำคัญในกรุงเคียฟ ของยูเครน เมื่อ 15 มิถุนายน 2569
ท่าทีของผู้นำยูเครนที่แข็งกร้าวและมั่นใจมากขึ้น อาจเป็นผลจากกรณีผู้นำกลุ่ม G7 เห็นพ้องในการประชุมเมื่อต้น มิถุนายน 2569 ว่าจะสนับสนุนความมั่นคงและเศรษฐกิจให้ยูเครนต่อไป รวมทั้งกรณีผู้นำสหรัฐฯ มีท่าทีสนับสนุนให้ผู้นำรัสเซียใช้การเจรจาและทำข้อตกลงยุติสงคราม นอกจากนี้ ในการประชุมกลุ่มเนโตระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยียม ก็แสดงท่าทีส่งเสริมความมั่นคงและปฏิบัติการทางทหารของยูเครนเช่นกัน







