![]()

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ มีพัฒนาการที่น่าสนใจอย่างมาก กรณีอิหร่านเปิดเผยเมื่อ 29 มิถุนายน 2569 ยืนยันว่าไม่มีการเจรจากับสหรัฐฯ ที่กาตาร์ ตามที่ประธานิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้าง แต่อิหร่านได้บรรลุการหารือกับโอมาน เกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซในอนาคตต่อไป โดยเป็นการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านและโอมาน และทั้ง 2 ฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันว่า ประเทศที่มีอาณาเขตติดกับช่องแคบฮอร์มุซจะมีสิทธิบริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และในอนาคต ทั้ง 2 ประเทศอาจเก็บค่าธรรมเนียมบริการจากเรือทุกประเภทที่เดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว และจากนี้ไป อิหร่านกับโอมานจะหารือกันอย่างใกล้ชิดผ่านคณะกรรมาธิการที่จัดตั้งร่วมกัน
ความตกลงระหว่างอิหร่านกับโอมาน ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซเป้นเส้นทางเดินเรือที่ทุกประเทศสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรืออย่างน้อยต้องให้สหรัฐฯ มีบทบาทในการบริหารจัดการด้วย ดังนั้น การที่อิหร่านประกาศว่าได้ตกลงร่วมกันโอมานแล้ว พร้อมทั้งปฏิเสธที่จะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดระดับความตึงเครียด อาจทำให้สหรัฐฯ ไม่พอใจ และส่งผลเสียต่อบรรยากาศการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ -อิหร่านในอนาคต
แม้ว่าอิหร่านจะปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ ที่กาตาร์ใน 30 มิถุนายน 2569 แต่ได้ส่งผู้แทนรัฐบาลไปเยือนกาตาร์จริง เพื่อภารกิจติดตามความคืบหน้ากรณีสหรัฐฯ จะทยอยยกเลิกมาตรการอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน นอกจากนี้ อิหร่านยังคัดค้านกรณีฝรั่งเศส เสนอแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยวิจารณ์ท่าทีของฝรั่งเศสว่าเป็นการยั่วยุและแทรกแซง พร้อมย้ำว่าปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นเระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวต้องเป็นไปตามข้อเสนอของอิหร่านเท่านั้น
ท่าทีของโอมานจะเป็นตัวแปรสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนหน้านี้ โอมานเคยประกาศว่าไม่เห็นด้วยกับการเก็บค่าธรรมเนียมเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และสนับสนุนข้อเสนอของสหประชาชาติ (UN) ที่จะกำหนดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในพื้นที่ใกล้กับชายฝั่งของโอมาน หรือ temporary maritime corridor แต่อิหร่านคัดค้าน และเลือกใช้วิธีโจมตีเรือที่ใช้เส้นทางดังกล่าว เพื่อกดดันโอมานให้ร่วมมือกับอิหร่านในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเช่นกัน
มีข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านแสดงท่าทีแตกต่างกันเกี่ยวกับการเจรจา คาดว่าเป็นผลจากเหตุการโจมตีและการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายไม่ไว้วางใจกันมากขึ้นและพร้อมใช้ถ้อยแถลง ช่วงชิงความได้เปรียบในการดำเนินนโยบายและรักษาภาพลักษณ์ต่อประชาคมระหว่างประเทศ ตามกลยุทธ์ information warfare หรือสงครามข้อมูลข่าวสารที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการบริหารจัดการความขัดแย้ง







