![]()
หลังจาก EP : 1/2 ได้นำเสนอเกี่ยวกับ UNCLOS คืออะไร และ กระบวนการ”ประนอมภาคบังคับ” เป็นอย่างไร แตกต่างจากการขึ้นศาลอย่างไรแล้ว EP : 2/2 จะเกี่ยวกับสิ่งที่เข้าใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก คือ 1) ทำไมไทยและกัมพูชาถึงเข้าสู่กระบวนการนี้ และ 2) สถานะล่าสุดของกระบวนการประนอมภาคบังคับตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว
ทำไมไทยและกัมพูชาถึงเข้าสู่กระบวนการนี้…… ?
ก่อนหน้านี้ ไทยกับกัมพูชากลไกที่เรียกว่า MOU 44 เป็นกรอบสำหรับเจรจาเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในไหล่ทวีปในพื้นที่อ่าวไทยกว่ายี่สิบห้าปี แต่ความคืบหน้ามีน้อยมาก ทำให้เมื่อต้น พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีของไทยจึงมีมติยกเลิก MOU44 ฉบับนี้ โดยให้เหตุผลว่าต้องการ “รีเซ็ต” กรอบการเจรจาใหม่ ต่อมา นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา เห็นว่าเมื่อไทยยกเลิก MOU44 ไปฝ่ายเดียว ก็เท่ากับการเจรจาทวิภาคีมาถึงทางตันแล้ว !
ดังนั้น เมื่อ 2 มิถุนายน 2569 กัมพูชาจึงประกาศแจ้งเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS อย่างเป็นทางการ โดยแจ้งทั้งฝ่ายไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ ขณะเดียวกัน กัมพูชาพยายามสื่อสารให้ประชาคมโลกเห็นว่าการกระทำของกัมพูชาครั้งนี้ ไม่ใช่การยกระดับความขัดแย้ง แต่เป็นการนำการเจรจาเข้าสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นระบบมากขึ้น ขณะที่หลายฝ่ายมองว่ากัมพูชากำลังพยายามดึงข้อพิพาทที่เจรจาทวิภาคีไม่คืบหน้าเข้าสู่กรอบสากล เพื่อสร้างแรงกดดันทั้งทางกฎหมายและทางการทูตให้ไทย
ในช่วงแรกฝ่ายไทยเองก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่กัมพูชาดึงเรื่องปัญหาทวิภาคีเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ และยืนยันมาตลอดว่าอยากแก้ปัญหาด้วยการเจรจาทวิภาคีโดยตรง แต่สุดท้ายแล้ว ไทยก็เลือกที่จะตอบรับเข้าร่วมกระบวนการ เพราะต่อให้ไทยไม่เข้าร่วม กระบวนการก็เดินหน้าต่อไปอยู่ดี และถ้าไม่เข้าร่วม สหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งผู้ประนอมแทนไทยเอง ซึ่งอาจไม่ใช่คนที่ไทยรู้จักหรือไว้ใจได้ และไทยอาจจะเสียเปรียบได้
สถานะล่าสุดไปถึงไหนแล้ว……จนถึง กรกฎาคม 2569
หลังจากกัมพูชาเริ่มกระบวนการในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 อย่างเป็นทางการ ฝ่ายไทยใช้เวลาพิจารณาอยู่ระยะหนึ่งก่อนจะส่งหนังสือตอบรับอย่างเป็นทางการใน 19 มิถุนายน 2569 โดยมีสาระสำคัญสามข้อ ได้แก่ 1) ไทยย้ำว่าวัตถุประสงค์ของไทยในกระบวนการนี้ ต้องการให้จำกัดอยู่แค่เรื่องการกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น 2) การแต่งตั้งตัวแทนของไทยในกระบวนการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นตัวแทนหลัก และเอกอัครราชทูตทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เป็นรองตัวแทน
และ 3) ซึ่งสำคัญที่สุดคือการแต่งตั้งผู้ประนอมสองคนของฝ่ายไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้แก่ อัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน นักกฎหมายทางทะเลชาวแอฟริกาใต้ และนายรือดิเกอร์ โวล์ฟรุม นักกฎหมายระหว่างประเทศชาวเยอรมัน ทั้งสองคนนี้เป็นอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ International Tribunal for the Law of the Sea หรือ ITLOS มาก่อน ถือว่ามีน้ำหนักและเป็นที่ยอมรับในวงการกฎหมายทะเลระดับโลก ส่วนฝั่งกัมพูชาก็แต่งตั้งผู้ประนอมสองคนเช่นกัน คนหนึ่งคือนาย ปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน นักการทูตชาวเดนมาร์ก ซึ่งมีประสบการณ์ตรงเพราะเคยเป็นประธานคณะผู้ประนอมในคดีออสเตรเลีย-ติมอร์เลสเตมาก่อน นี่ทำให้เห็นชัดเลยว่ากัมพูชาเลือกคนที่มีประสบการณ์ตรงกับกลไกนี้มาโดยเฉพาะ อีกคนหนึ่งคือนายฌอง-ปีแยร์ ตูเวอแน็ง ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศชาวฝรั่งเศสป
ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายมีผู้ประนอมครบฝ่ายละสองคนแล้ว รวมเป็นสี่คน ตามกฎของ UNCLOS ขั้นตอนต่อไปคือ ผู้ประนอมทั้งสี่คนนี้ต้องร่วมกันเลือก “คนที่ห้า” ขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะต้องทำให้เสร็จภายในกรอบเวลาสามสิบวัน (ประมาณ 19 กรกฎาคม 2569) ผู้แทนฝ่ายไทยยืนยันว่ากระบวนการเลือกประธานคณะกรรมาธิการยังอยู่ระหว่างดำเนินการ แม้ตามกฎหมายจะไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศ แต่ในทางปฏิบัติทุกฝ่ายต่างก็อยากได้คนที่เป็นกลางจริง ๆ และเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าได้อย่างราบรื่นหลังจากได้ตัวประธานแล้ว
ขั้นตอนถัดไปคือคณะกรรมาธิการจะกำหนดกรอบวิธีการทำงานร่วมกัน แล้วเชิญทั้งสองประเทศไปนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่าย โดยคาดการณ์กันว่าน่าจะมีการประชุมร่วมกันทุกหนึ่งถึงสองเดือน ซึ่งหมายความว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะจบในไม่กี่สัปดาห์ แต่น่าจะใช้เวลาเป็นปีหรือมากกว่านั้น เหมือนกับกรณีออสเตรเลีย-ติมอร์เลสเตที่ใช้เวลาประมาณสองปีกว่าจะได้ข้อสรุป
มองไปข้างหน้า ……. เรื่องนี้มีนัยสำคัญอะไรบ้าง
ประการแรก ……ไทยเข้าสู่กระบวนการนี้ด้วยความมั่นใจในจุดยืนทางกฎหมายของตนเอง ไม่ใช่ด้วยความกังวล
ประการที่สอง ……สิ่งที่น่าจับตาคือ ผลของการประนอมครั้งนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หมายความว่าต่อให้ได้ข้อเสนอแนะออกมาแล้ว ทั้งสองประเทศก็ยังต้องกลับมาเจรจาทวิภาคีกันต่ออยู่ดี คำถามคือ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับข้อเสนอแนะที่ออกมา จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบที่ได้จากฝ่ายไทยคือ ปัญหาก็จะยังคงค้างอยู่อย่างนั้น และสิ่งที่กัมพูชาต้องการทั้งแหล่งพลังงานและทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนก็จะถูกระงับไว้ก่อนเช่นกัน
ประการที่สาม …..กระบวนการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่ยังเปราะบางอยู่มาก หลังจากความขัดแย้งชายแดนที่ปะทุขึ้นเมื่อปี 2568 แม้ตอนนี้จะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศยังต่ำอยู่มาก ฝ่ายไทยเองก็ยอมรับว่า การที่กัมพูชาเลือกใช้กลไกระหว่างประเทศแบบนี้ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และกระทบไปถึงกลไกความร่วมมือชายแดนอื่น ๆ ด้วย
และสุดท้าย…… เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ ในฝั่งกัมพูชา ประเด็นเขตแดนกับไทยเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชากำลังเข้าใกล้ช่วงการเลือกตั้งในปี 2570 และ เลือกตั้งทั่วไปในปี 2571







