![]()

ประเด็นการปกป้องช่องแคบฮอร์มุช เพื่อแสดงการมีอิทธิพลในการควบคุมเส้นทางเดินเรือดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาโจมตีทางทหารกันอีกครั้ง เนื่องจากต่างฝ่ายไม่ยอมให้ฝ่ายใดมีอิทธิพลบริเวณเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลกดังกล่าว นักวิเคราะห์คาดว่า การโจมตีทางทหาร เพื่อตอบโต้กันครั้งนี้ จะไม่ยืดเยื้อ แต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวโน้มว่า สหรัฐฯ จะไม่สามารถยุติสงครามครั้งนี้ได้โดยเร็ววัน หากไม่ยอมให้อิหร่านคุมอิทธิพลในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ การตอบโต้ระหว่างกันเช่นนี้ อาจมีเป็นระยะ ๆ หากเงื่อนไขในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถตกลงกันได้
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM แถลงว่า เมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายหลายจุดทางตอนใต้ของอิหร่านกว่า 80 เป้าหมาย เพื่อลดศักยภาพของอิหร่าน ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครือข่ายระบบการบัญชาการ ฐานเรดาร์ ฐานปล่อยขีปนาวุธต่อต้านเรือ และเรือรบขนาดเล็กกว่า 60 ลำ รวมถึงโครงสร้างต่าง ๆ ของท่าเรือตามแนวชายฝั่งอิหร่าน ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เมือง Bandar Abbas, Sirik และ เกาะ Qeshm นอกจากนี้ CENTCOM พร้อมจะปฏิบัติการอีกครั้ง หากอิหร่านยังดำเนินการที่ละเมิดความเข้าใจที่ร่วมทำกันไว้กับสหรัฐฯ
ข้ออ้างที่ CENTCOM ระบุว่า ต้องโจมตีเป้าหมายอิหร่าน เพราะอิหร่านละเมิดความเข้าใจที่ทำกับสหรัฐฯ อย่างรุนแรง และละเมิดการเดินเรือเสรี ด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เรือ M/T Al Rekayyat ชักธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ เรือ M/T Wedyan ชักธงซาอุดิอาระเบีย และเรือ M/T Cyprus Prosperity ชักธงไลบีเรีย ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ และเป็นการบั่นทอนเสรีภาพในการเดินเรือ
อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ ทันที ทั้งแถลงประณามการโจมตี โดยระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad MoU) ซึ่งเป็นข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองฝ่ายก่อนอย่างชัดเจน เพราะกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการระงับคว่ำบาตรการขายน้ำมันของอิหร่านชั่วคราว ทั้งที่เพิ่งลงนามข้อตกลง MoU ได้ไม่ถึง 20 วัน สะท้อนถึงความไม่จริงใจและการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีตามข้อตกลง โดยสหรัฐฯ จะไม่ผ่อนปรนที่ให้ประเทศต่าง ๆ ซื้อน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากอิหร่านอีกต่อไป จากที่เคยประกาศไว้จะผ่อนปรนเป็นระยะ ๆ และครั้งล่าสุดจนถึงเมื่อ 21 สิงหาคม 2569 โดยต้องยุติการดำเนินการทางธุรกรรมภายใน 17 กรกฎาคม 2569 ซึ่งการกดดันสหรัฐฯ วิธีนี้ ทำให้อิหร่านต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก
อิหร่านยังตอบโต้ทางทหารต่อสหรัฐฯ ด้วยการมุ่งไปที่เป้าหมายพันธมิตรของสหรัฐฯ ได้แก่ ที่มั่นด้านการทหารรวมทั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน จำนวน 85 แห่ง พร้อมมีท่าทีแข็งกร้าวว่า อิหร่านมีศักยภาพที่จะตอบโต้สหรัฐฯ ในทุกเมื่อ และขู่ว่าบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad MoU) อาจไม่ราบรื่น จากการกระทำของสหรัฐฯ ที่เป็นฝ่ายเริ่มไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง อย่างไรก็ดี คูเวตยืนยันว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน







