![]()

ตุรกีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดขององค์กร สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ NATO) ประจำปี 2569 ที่กรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี ระหว่าง 7-8 กรกฎาคม 2569 การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญต่อทิศทางความสัมพันธ์และความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากผู้นำจากประเทศสมาชิกจะเดินทางไปเข้าร่วม รวมทั้งมีการเชิญผู้นำจากประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกเข้าร่วมด้วยเช่นกัน ในฐานะประเทศหุ้นส่วนที่สำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต อาเซอร์ไบจาน และยูเครน
การประชุมสุดยอดดังกล่าวยังเป็นกลไกหารือระดับทวิภาคีที่มีผลต่อนโยบายความมั่นคงของประเทศสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งมหาอำนาจในยุโรป สหรัฐฯ รวมทั้งตุรกี ที่เป็นสมาชิกเนโตและคาดหวังให้บทบาทการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ส่งเสริมขีดความสามารถด้านการทหารของตุรกีด้วย เฉพาะอย่างยิ่งการคาดหวังให้สหรัฐฯ อนุมัติการขายเครื่องบินรบรุ่น F-35 และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรตามรัฐบัญญัติ Countering America’s Adversaries Through Sanctions Act (CAATSA) ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2563 เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่พอใจตุรกีที่ใช้ระบบป้องกันทางอากาศรุ่น S-400 จากรัสเซีย
ประเด็นสำคัญในการประชุมสุดยอดเนโตครั้งนี้ ได้แก่ 1) การติดตามความคืบหน้าและสนับสนุนให้สมาชิกเพิ่มการลงทุนด้านการป้องกันประเทศ ร้อยละ 5 ของ GDP 2) การส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธเพื่อให้เนโตมีความพร้อมทั้งด้านขนาดกำลังและความเร็ว และ 3) ย้ำจุดยืนสนับสนุนความมั่นคงด้านการทหารแก่ยูเครนในระยะยาว เนื่องจากสมาชิกเนโตเห็นพ้องว่าความมั่นคงของยูเครนเชื่อมโยงถึงความมั่นคงของเนโต
มีข้อสังเกตว่าการประชุมสุดยอดกลุ่มเนโตประจำปี 2569 หรือ Ankara Summit ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนการลงทุนด้านอุตสาหกรรมอาวุธอย่างมาก เนื่องจากมีการประชุมในกรอบอุตสาหกรรมอาวุธอย่างเป็นทางการเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 ทำให้สมาชิกเนโตและประเทศหุ้นส่วนได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรมที่จะพัฒนาร่วมกันต่อไป เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงและการทหารในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งในการประชุมดังกล่าวจะมีการประกาศข้อตกลงหรือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาวุธเป็นครั้งแรก
ประเด็นที่น่าติดตามต่อไปจากการประชุมเนโตเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ 1) ข้อตกลงและความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาวุธจะเป็นรูปแบบที่ภาคเอกชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน หรือ industry-led agreement สะท้อนว่าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอาวุธจะมีบทบาทมากขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเนโตมากขึ้น 2) สมาชิกเนโต จำนวน 11 ประเทศ จะร่วมมือกันใช้ระบบเครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศขั้นสูง หรือ Saab GlobalEye ที่สวีเดนเป็นผู้พัฒนา เพื่อตรวจจับและระบุเป้าหมายจากระยะไกลได้อย่างแม่นยำ อาจเพิ่มขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามของเนโต 3) การขับเคลื่อนและดำเนินการตามข้อริเริ่มใหม่ 2 แพล็ตฟอร์มของเนโตเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจและอุตสาหกรรมอาวุธ คือ NATO Front Door for Industry และ NATO Engine ที่จะเปิดเผยความต้องการสินค้า และเชื่อมโยงฐานการผลิตระหว่างประเทศมากขึ้น สะท้อนว่านักธุรกิจและบริษัทในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอาวุธมีโอกาสรู้ข้อมูลความต้องการอาวุธของประเทศต่าง ๆ ล่วงหน้า เพื่อนำไปใช้วิจัยและพัฒนาอาวุธที่มีประสิทธิภาพตามความต้องการของสมาชิกเนโต 4) ท่าทีของสมาชิกเนโตต่อความมั่นคงของกรีนแลนด์ เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ข่มขู่ว่าต้องการครอบครองกรีนแลนด์ ทั้งที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของเดนมาร์ก และ 5) มุมมองของสมาชิกเนโตต่อความร่วมมือระหว่างรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือและอิหร่าน เนื่องจากนาย Mark Rutte เลขาธิการเนโตคนปัจจุบันเชื่อว่าทั้ง 4 ประเทศร่วมมือกันและเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงของเนโต







