![]()

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนกล่าวในที่ประชุมสุดยอดเนโตครั้งที่ 36 ที่ตุรกี เมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 ว่า ยูเครนต้องการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันและสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศจากรัสเซีย โดยขอให้ประเทศตะวันตกให้การสนับสนุนอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพราะปัจจุบัน รัสเซียยกระดับการโจมตียูเครนอย่างรุนแรง และเน้นเป้าหมายทำลายกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ทำให้มีรายงานพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียมากกว่า 50 รายในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนั้น สถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนจึงมีแนวโน้มขยายขอบเขตพื้นที่ปะทะมากขึ้น ขณะที่ยูเครนมีระบบป้องกันภัยทางอากาศไม่เพียงพอ จึงต้องการให้สมาชิกเนโตมอบความช่วยเหลือในระยะยาว
ท่าทีของยูเครนมีขึ้นหลังจากการโจมตีและตอบโต้ทางทหารของทั้ง 2 ฝ่ายรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปลาย มิถุนายน 2569 โดยคาดว่าผู้นำยูเครนต้องการรุกคืบด้านการทหาร เพื่อทำให้สถานการณ์ถึงจุดเสี่ยงภัยสูงสุด หรือขีดอันตราย (brinkmanship) เพื่อกดดันผู้นำรัสเซียให้เข้าสู่กระบวนการเจรจา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนต้องการ และมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะสนับสนุนด้วย เพราะอาจเป็นขั้นตอนสำคัญไปสู่การยุติสงครามที่ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมืองระหว่างประเทศ
ประเทศในยุโรปมีแนวโน้มตอบสนองข้อเรียกร้องของยูเครน เนื่องจากมีมุมมองว่ายูเครนเปรียบเสมือน “ด่านหน้า” ในการรับมือกับภัยคุกคามจากรัสเซีย ล่าสุดเมื่อ 8 กรกฎาคม 2569 นอร์เวย์ประกาศจะสนับสนุนงบประมาณด้านการป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครน มูลค่า 306 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ได้หารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อ 6 กรกฎาคม 2569 ที่เดินทางเยือนนอร์เวย์เรียกร้องให้จีนใช้ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซีย ผลักดันให้รัสเซียเข้าสู่การเจรจาสันติภาพกับยูเครน ซึ่งจีนสามารถใช้เป็นช่องทางพัฒนาความสัมพันธ์กับยุโรปได้
อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการตอบรับของผู้นำรัสเซียในแนวทางการเจรจา พร้อมยังยืนยันว่ารัสเซียสามารถต้านทานและตอบโต้การโจมตีของยูเครนได้ แม้จะมีรายงานไม่ยืนยันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ประชาชนชาวรัสเซียบางส่วนวิตกกังวลกับการโจมตีของยูเครน ที่มุ่งเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านเศรษฐกิจ การทหารและพลังงาน จนแสดงพฤติกรรมกักตุนสินค้าและพลังงาน เพราะไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย เฉพาะอย่างยิ่งในไครเมีย
นอกจากนี้ มีรายงานว่าเมื่อต้น กรกฎาคม 2569 รัฐบาลท้องถิ่นในรัสเซียต้องประกาศใช้มาตรการควบคุมการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการขาดแคลนพลังงาน แต่ผู้นำรัสเซียยืนยันว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ขณะเดียวกันก็เตือนประชาชนชาวรัสเซียว่า ยูเครนต้องการสร้างความวุ่นวายและความแตกแยกในสังคมรัสเซีย รวมทั้งชักจูงให้ชาวรัสเซียหันไปสนับสนุนการเจรจาแทนการใช้เครื่องมือทางทหาร ทั้งที่กองทัพรัสเซียยังได้เปรียบในสมรภูมิทุกแห่ง จึงขอให้ประชาชนรัสเซียเชื่อมั่นในมาตรการความมั่นคงของรัฐบาลต่อไป







