![]()

ความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซียตึงเครียดต่อเนื่อง จากปฏิบัติการทางทหารของทั้ง 2 ฝ่าย ล่าสุด มีรายงานเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 ว่า ยูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับปฏิบัติการโจมตีเรือรัสเซียที่อยู่ระหว่างแล่นในทะเล Azov น่านน้ำใกล้บริเวณชายฝั่งไครเมีย ที่เชื่อมกับทะเลดำ โดยผู้บัญชาการกองปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับของยูเครนเปิดเผยว่าสามารถโจมตีเรือเป้าหมายได้ 25 ลำ ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศรายงานว่าการปฏิบัติการของยูเครนในห้วงนี้ ที่เพิ่มความรุนแรงและสามารถทำลายเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของรัสเซีย และความเชื่อมั่นต่อผู้นำรัสเซียที่ก่อนหน้านี้ ที่ออกแถลงการณ์ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติได้ในระยะยาว
ปัจจุบัน ยูเครนปรับยุทธวิธีการโจมตีรัสเซีย ด้วยการเน้นทำลายระบบขนส่งที่สำคัญของรัสเซีย หรือปฏิบัติการ “logistics lockdown” ซึ่งในระยะแรกจะเน้นทำลายขีดความสามารถในการขนส่งของรัสเซียจากไครเมีย เช่น ท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในไครเมีย และทำลายเรือสินค้าที่ยูเครนจัดว่าเป็นกลุ่ม Shadow Fleet หรือกองเรือขนส่งสินค้าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ เนื่องจากที่ผ่านมา กองเรือกลุ่ม Shadow Fleet ลักลอบขนส่งสินค้า โดยเฉพาะพลังงาน ไปต่างประเทศ ทั้งที่รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตร ทำให้รัฐบาลและกองทัพรัสเซียยังมีรายได้ไปเพิ่มพูนศักยภาพในการทำสงครามกับยูเครน
ยูเครนเริ่มปฏิบัติการ logistics lockdown ตั้งแต่มิถุนายน 2569 โดยมีการโจมตีท่าเรือ Kerch ที่ตั้งโรงเก็บน้ำมันและพลังงาน และฐานทัพอากาศ Dzhankoi ของรัสเซีย จนได้รับความเสียหาย คาดว่าในระยะสั้น พื้นที่ไครเมีย ทางตะวันตกของรัสเซีย จะเป็นเป้าหมายโจมตีหลักของยูเครน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของรัสเซีย รวมทั้งเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่อาจทำให้รัสเซียต้องเสียหน้าในการทำสงครามครั้งนี้ เพราะรัสเซียผนวกไครเมียไปจากยูเครน เมื่อ มีนาคม 2557
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ยูเครนต้องปรับยุทธวิธีการโจมตี เนื่องจากยังไม่สามารถปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ในภาคตะวันออกที่รัสเซียควบคุมอยู่ได้ แต่ยูเครนมีขีดความสามารถในการใช้อากาศยานไร้คนขับและขีปนาวุธระยะไกลมากพอจากการสนับสนุนของประเทศตะวันตก ประกอบกับผู้นำยูเครนต้องการเร่งกดดันผู้นำรัสเซียให้ยอมรับการพบปะและเจรจา ในช่วงที่สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุน







