![]()

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยกระดับความตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 8 กรกฎาคม 2569 ว่าข้อตกลง MoU หยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากสหรัฐฯ พบว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลงดังกล่าวด้วยการโจมตีเรือจำนวน 3 ลำ ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จากนั้นกองทัพสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคก็เริ่มการโจมตีต่อเป้าหมายทางการทหารในหลายพื้นที่บริเวณภาคตะวันตกของอิหร่าน ติดกับช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งโจมตีโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ Bushehr ด้วย ด้านอิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ ทันที ด้วยการใช้ขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ คูเวต บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน และอิรัก ซึ่งขยายขอบเขตพื้นที่ปะทะไปมากกว่าการโจมตีรอบที่ผ่านมา ด้านรัฐบาลประเทศรอบอ่าวเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง
ข้อตกลง MoU ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มต้นเมื่อ 17 มิถุนายน 2569 สาระสำคัญคือการหยุดยิงในทุกสมรภูมิ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเป็นโอกาสให้ทั้ง 2 ประเทศเจรจากันเป็นระยะเวลา 60 วัน เกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซและความสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม มี 3 สาเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะรอบใหม่ ได้แก่ 1) สหรัฐฯ ไม่คัดค้านกรณีอิสราเอลโจมตีกองกำลังติดอาวุธในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง 2) สหรัฐฯ มีหลักฐานว่าอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์บางส่วนที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และ 3) อิหร่านยืนยันต้องการมีสิทธิควบคุมช่องแคบฮอร์มุซแบบเบ็ดเสร็จ จึงไม่พอใจที่ประเทศอื่น ๆ รวมทั้งสหรัฐฯ พยายามแทรกแซงการตัดสินใจของอิหร่าน พร้อมกับวิจารณ์เชิงลบและกดดันอิหร่านให้ยกเลิกแนวคิดที่จะเก็บค่าธรรมเนียมเดินเรือ รวมทั้งมีกรณีเรือพาณิชย์แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซบริเวณติดกับชายฝั่งโอมาน ที่ดำเนินการโดยไม่ได้หารือกับอิหร่านก่อนด้วย
มีข้อสังเกตว่า กองทัพสหรัฐฯ ปฏิเสธว่าไม่ได้โจมตีพื้นที่ในอิหร่านเมื่อ 9 กรกฎาคม 2569 ตามที่อิหร่านกล่าวอ้าง โดยกองบัญชาการภาคพื้นกลาง (CENTCOM) ของสหรัฐฯ ที่รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวระบุว่าสหรัฐฯ เน้นโจมตีเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านที่จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น จึงเน้นทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการทหารของอิหร่านบริเวณชายฝั่งทางตะวันตกและตอนใต้ของอิหร่าน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของอิหร่านเปิดเผยว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลงใหม่ แต่ตนเองไม่เชื่อมั่นว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามข้อตกลงได้หรือไม่
การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านมีขึ้นพร้อมกับการจัดพิธีศพให้อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่เมือง Mashhad ทำให้อิหร่านเผชิญความท้าทายในการรักษาบรรยากาศความมั่นคงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลและผู้นำอิหร่านก็ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ในห้วงนี้ที่ประชาชนออกไปรวมตัวกันแสดงความอาลัยและร่วมพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุด เพื่อกระตุ้นให้ชาวอิหร่านสนับสนุนมาตรการป้องกันประเทศ และต่อต้านสหรัฐฯ ที่กำลังก่ออาชญากรรมสงคราม รวมทั้งโจมตีอิหร่านทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง
เหตุการณ์ปะทะรอบใหม่และความล้มเหลวของข้อตกลง MoU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้เรือพาณิชย์ที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดจำนวนลงต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีเรือประมาณ 20-30 ลำ สามารถเดินเรือผ่านเส้นทางติดกับชายฝั่งโอมานได้บางส่วนในช่วงที่มีข้อตกลง MoU แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจำนวนเรือพาณิชย์จะไม่เพิ่มขึ้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังมีลักษณะเป็น “วงจรความรุนแรง” และยังไม่มีการจัดทำข้อตกลง MoU ที่มีรายละเอียดชัดเจนมากพอเกี่ยวกับการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือ รวมทั้งหากอิหร่านยังต้องการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จต่อไป ก่อนหน้านี้ที่จะมีเหตุความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน มีเรือพาณิชย์แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ประมาณ 138 ลำ







