![]()

สถานการณ์โลกในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ยุคของการทำสงครามเศรษฐกิจ และชี้ให้เห็นเส้นทางของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต วิเคราะห์โดยนาย Edward Fishman นักวิชาการอาวุโส และผู้อำนวยการ Maurice R. Greenberg Center for Geoeconomic Studies ประจำสถาบัน Council on Foreign Relations (CFR) คลังสมองและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชั้นนำของสหรัฐฯ ที่เน้นด้านนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ CFR ที่เผยแพร่ เมื่อ 20 พฤษภาคม 2569
บริบทและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก …….
สงครามเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากผู้นำคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นแนวโน้มที่ขยายตัวไปทั่วโลก โดยในช่วงปี 2562 – 2567 มาตรการจำกัดการค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ทั้งจีน เบลเยียม รัสเซีย อิหร่าน และญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ต่างกำลังสะสมเครื่องมือและสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้น คือ ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง (Structural mismatch) ระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันถูกออกแบบมาสำหรับยุค 1990 (ปี 2533 – 2542) ที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานและมองว่าประเทศมหาอำนาจมีโอกาสเป็นมิตรต่อกัน แต่เมื่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เคยถูกสร้างมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ระบบห่วงโซ่อุปทานแบบพอดีเวลา หรือระบบการเงินที่พึ่งพาสกุลเงินหลักเพียงสกุลเดียว กลับกลายเป็นความเปราะบางและจุดอ่อนที่ร้ายแรง
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ประเทศต่าง ๆ พยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็กำลังนำโลกไปสู่ความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ทั้งในระบบการเงิน ตลาดพลังงาน ภาคส่วนเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม
อนาคต 3 เส้นทางของระบบเศรษฐกิจโลก ……..ซึ่งมีความเป็นไปได้ใน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่
เส้นทางที่ 1 โลกาภิวัตน์ 2.0 (Globalization 2.0) แนวทางนี้คือ การรักษาระบบเศรษฐกิจโลกให้บูรณาการกันมากที่สุด โดยมหาอำนาจตกลงสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกัน (คล้ายการมีอนุสัญญาเจนีวาสำหรับสงครามเศรษฐกิจ) เพื่อควบคุมและจำกัดการใช้มาตรการคว่ำบาตรและกำแพงภาษี แต่แนวทางนี้เป็นไปได้ยากที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะต้องอาศัยการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และต้องอาศัยการยับยั้งชั่งใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจากผู้นำสหรัฐฯ
เส้นทางที่ 2 ระบบแบ่งขั้ว (Competing Blocs) โลกจะแบ่งออกเป็นกลุ่มขั้วอำนาจแข่งขันกันคล้ายยุคสงครามเย็น ซึ่งอาจก่อตัวได้หลายรูปแบบ เช่น แบ่งตามอุดมการณ์ (กลุ่มประชาธิปไตยรวมตัวกันเพื่อลดการพึ่งพาจีน) แบ่งตามภูมิภาค หรือร่วมมือกันเฉพาะเรื่อง (เช่น การสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ) แม้แนวทางนี้อาจทำให้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจลดลง แต่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขั้วอำนาจเหล่านี้ต้องถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจและอาศัยความเชื่อใจ ซึ่งปัจจุบันความเชื่อใจระหว่างชาติพันธมิตรถูกบั่นทอนไปมาก
เส้นทางที่ 3 ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactionalism) เป็นโลกที่มหาอำนาจละทิ้งหลักการจัดระเบียบใดๆ และหันมาใช้ข้อได้เปรียบของตน เพื่อเจรจาผลประโยชน์ระหว่างกันสองฝ่าย เพื่อให้ฝ่ายตนเองให้ได้เปรียบที่สุด ซึ่งสหรัฐฯ ใช้แนวทางนี้ แม้อาจส่งผลดีต่อสหรัฐฯ ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว พันธมิตรจะหาทางป้องกันความเสี่ยงด้วยการตีตัวออกห่าง สร้างระบบชำระเงินใหม่ที่ไม่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดของแนวทางนี้คือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หากประเทศต่าง ๆ รู้สึกว่าไม่สามารถเข้าถึงตลาดและทรัพยากรผ่านการค้าแบบเปิดได้ ก็อาจถูกกระตุ้นให้หันไปใช้กำลังทหารเพื่อแย่งชิงทรัพยากรและดินแดนแทน
สรุปได้ว่า ความแตกแยกทางเศรษฐกิจโลกกำลังเกิดขึ้นแล้วและไม่รอให้สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดทิศทาง คำถามสำคัญที่จะกำหนดอนาคตคือ ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่นี้จะมีรูปแบบเป็นอย่างไร ซึ่งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญในท้ายที่สุด







