![]()

กระทรวงพาณิชย์จีนเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 มีถ้อยแถลงคัดค้านมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่อ้างประเด็นการใช้แรงงานบังคับในต่างประเทศ เป็นเงื่อนไขเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ โดยกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า มาตรการของสหรัฐฯ เป็นมาตรการฝ่ายเดียวที่สะท้อนแนวคิดปกป้องการค้า (protectionism) พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนและยกเลิกมาตรการดังกล่าวทันที ทั้งนี้ ท่าทีของจีนมีขึ้นหลังจาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศผลการสอบสวนนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 เมื่อ 23 กรกฎาคม 2569 และเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 12.5 ต่อจีน และประเทศอื่น ๆ ที่จะเผชิญอัตราภาษีแตกต่างกันระหว่างร้อยละ 10-12.5 เนื่องจากประเทศดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับได้ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ
จีนยืนยันว่าให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและป้องกันการใช้แรงงานบังคับอย่างจริงจัง ทั้งใช้กลไกกฎหมาย ระเบียบ และปราบปรามผู้ที่ใช้แรงงานบังคับ พร้อมวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยการเกณฑ์แรงงานหรือแรงงานบังคับ 1930 แต่กลับใช้ประเด็นแรงงานบังคับเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายการค้าและการลงทุน นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จีนตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามนำเรื่องแรงงานบังคับไปเป็นเหตุผลในการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้มาตรการขึ้นอัตราภาษีตามกฎหมายอื่น ๆ ได้ เนื่องจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกส่วนใหญ่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)
สหรัฐฯ ใช้ปัญหาแรงงานบังคับในภาคส่วนการผลิตสินค้าทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เป็นเงื่อนไขกดดันประเทศคู่ค้าให้ปรับเปลี่ยนนโยบายมาโดยตลอด โดยสหรัฐฯ เชื่อมโยงปัญหาการใช้แรงงานบังคับกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการสร้างความได้เปรียบเหนือธุรกิจของสหรัฐฯ สำหรับการสอบสวนของ USTR ในปี 2569 มีประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ จำนวน 60 ประเทศที่จะเผชิญอัตราภาษีเพิ่ม รวมทั้งไทย ซึ่งเสี่ยงเผชิญอัตราภาษีเพิ่มร้อยละ 12.5 เท่ากับจีน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ทั้งนี้ USTR อ้างว่า ประเทศคู่ค้าล้มเหลวในการมีมาตรการเชิงรุกและกลไกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำให้นักธุรกิจสหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขันในตลาด
มาตรการของสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนว่าสหรัฐฯ จะยังคงใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือบริหารจัดการความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ซึ่งมุมมองของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อไทยลำดับถัดไป คือ การสอบสวนประเทศคู่ค้า 16 ประเทศ รวมทั้งไทย กรณีมีการผลิตส่วนเกิน (Excess Manufacturing Capacity)







